เปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้ถือหุ้นและจัดการประชุมบริษัท
ในกรณีที่กรรมการขอบริษัทต้องการออกจากตำแหน่งกรรมการและบริษัทได้แต่งตั้งกรรมการใหม่แทนพร้อมทั้งประสงค์ที่จะแก้ไขอำนาจกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำการแทนบริษัทนั้น บริษัทจะต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นหรือประชุมคณะกรรมการของบริษัทแล้วแต่กรณี เพื่อมีมติแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนคนที่ลาออกพร้อมทั้งมีมติให้แก้ไขอำนาจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงกรรมการด้วย การจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการและ/หรืออำนาจกรรมการ ต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจตามที่จดทะเบียนไว้เดิม เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน การยื่นจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการจะต้องยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการนั้น อาจเกิดขึ้นด้วยเหตุดังต่อไปนี้
- กรรมการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุ ดังต่อไปนี้
1.1. ครบกำหนดวาระ ในการประชุมสามัญประจำปีแต่ละปี กรรมการจะต้องออกจากตำแหน่งจำนวนหนึ่งในสาม (โดย 2 ปีแรก หลังจากตั้งบริษัทถ้ามิได้มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ใช้วิธีการจับสลากออก ส่วนปีถัดไป (ปีที่ 3) ให้กรรมการที่อยู่นานที่สุดออกจากตำแหน่ง) และแต่งตั้งกรรมการใหม่แทนกรรมการที่ออกจากตำแหน่ง กรรมการที่ออกจากตำแหน่งจะถูกแต่งตั้งกลับเข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทอีกก็ได้
1.2 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติถอดถอนจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 และมีมติแต่งตั้งกรรมการใหม่แทน (การปลดกรรมการออกจากตำแหน่งจะต้องอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น
1.3 ออกจากตำแหน่งโดยมีหนังสือลาออกถึงบริษัท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531
1.4. ตาย
1.5. ล้มละลาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1154
1.6 ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1154 - การแต่งตั้งกรรมการ
2.1. การแต่งตั้งโดยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
2.2. การแต่งตั้งโดยมติคณะกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบกำหนดวาระกรรมการที่ได้รับการแต่ตั้งใหม่จะมีวาระเท่ากับกรรมการเดิมที่ออกไป
ในส่วนบริษัทต้องการจะแต่งตั้งกรรมการใหม่เพิ่มเติมจากจำนวนกรรมการที่มีอยู่เดิม จะต้องให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น มีมติแต่งตั้งกรรมการใหม่
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ
ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการ บางครั้งก็จะเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขอำนาจกรรมการการให้สอดคล้องกับกรรมการด้วย หรือบางครั้งไม่มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงกรรมการ แต่บริษัทประสงค์จะแก้ไขอำนาจกรรมการเพื่อให้การบริหารงานคล่องตัว หรือรัดกุมมากยิ่งขึ้น ก็ดำเนินการแก้ไขอำนาจกรรมการเพียงอย่างเดียวก็ได้
การแก้ไขอำนาจกรรมการนั้น จะต้องอาศัยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้นจึงจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
เว้นแต่ ข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ที่ประชุมคณะกรรมการมีอำนาจลงมติแก้ไข เปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการได้ ก็ให้ใช้มติที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยไม่ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นได้
ขั้นตอนการจดทะเบียนแก้ไขกรรมการ และ/หรือ อำนาจกรรมการ
กรณีนัดประชุมผู้ถือหุ้น
- ออกหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นโดยลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องที่อย่างน้อย 1 คราวและส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือส่งมอบถึงตัวผู้ถือหุ้น (ก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือตามที่กำหนดในข้อบังคับของบริษัท)
- จัดประชุมผู้ถือหุ้น
- มีมติให้ถอดถอนกรรมการออกจากตำแหน่ง
- แต่งตั้งกรรมการใหม่
- แก้ไขอำนาจกรรมการ
กรณีนัดประชุมคณะกรรมการ
เมื่อจัดประชุมคณะกรรมการ ให้กรรมการทั้งหมดที่มีของบริษัท มีมติแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งนอกจากการออกตามวาระ ลงมติแก้ไขอำนาจกรรมการ (เฉพาะกรณีที่มีข้อบังคับกำหนดให้คณะกรรมการสามารถมีมติกำหนดอำนาจกรรมการได้เท่านั้น แล้วแต่กรณี
เมื่อได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นหรือคณะกรรมการแล้วเสร็จ แล้วแต่กรณี ต้องยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงภายใน 14 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียน
สำนักงานกฎหมาย โอ เอส พี ลีกัล ขอให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าเมื่อบุคคลใดที่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทหรือรูปแบบนิติบุคคลใดๆก็ตาม อาจจะเห็นว่าขั้นตอนต่างๆข้างต้น เป็นขั้นตอนที่ไม่มีความสำคัญจนอาจจะละเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายหมายกำหนด โดยหลงลืมไปว่าหากไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีความผิดและต้องรับโทษในทางอาญาด้วย ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ก็เป็นได้
ผู้ถือหุ้น
บริษัทจำกัดประกอบด้วยสมาชิกของบริษัท ซึ่งแต่ละคนไม่ใช่เจ้าของบริษัท สมาชิกนั้นเป็นเพียงผู้ถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำกัด เมื่อบริษัทได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ตัวบริษัทจำกัดนั้นเองเป็นเจ้าของบรรดาทรัพย์สินทั้งหลายของบริษัท ผู้ถือหุ้นแต่ละคนเป็นส่วนประกอบของนิติบุคคล ไม่ใช่เจ้าของบรรดาทรัพย์สินของบริษัทจำกัด ฉะนั้นที่มีผู้เข้าใจว่า บุคคลนั้นบุคคลนี้เป็นเจ้าของบริษัทจำกัด หรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินแห่งบริษัทจำกัด จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง
การกำหนดมูลค่าของหุ้น
มาตรา 1117 บังคับไว้ว่ามูลค่าของหุ้นๆหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่าห้าบาท แต่เดิมกฎหมายบัญญัติว่า มูลค่าของหุ้นๆหนึ่งต้องไม่ต่ำกว่าห้าสิบบาท แต่ต่อมาเศรษฐกิจตกต่ำ การที่กฎหมายบังคับให้หุ้นต้องมีราคาถึงห้าสิบบาท ทำให้บริษัทเกิดขึ้นได้ยาก เพราะคนไม่มีเงินซื้อ และกฎหมายต้องการสนับสนุนให้ผู้มีทุนน้อยได้รวมตัวกันตั้งบริษัทเป็นแบบสหกรณ์ จึงไม่มีกฎหมายใหม่ ออกมายกเลิกและได้ใช้ความใหม่ว่า “อันมูลค่าของหุ้นๆหนึ่งนั้น มิให้ต่ำกว่าห้าสิบบาท” แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายใหม่นั้นก็ไม่ได้กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ ดังนั้นมูลค่าหุ้นในบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะมีมูลค่าสูงเท่าไรก็ได้
ใบหุ้น
ใบหุ้น คือหนังสือสำคัญซึ่งบริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้นเพื่อเป็นหลักฐานแสดงการถือหุ้นในบริษัท ทำนองเดียวกันกับเอกสารซึ่งแสดงการเป็นเจ้าของทรัพย์บางอย่าง เช่าโฉนดที่ดิน ทะเบียนรถยนต์ ใบทะเบียนปืน เป็นต้น จึงมีการเอาใบหุ้นเป็นประกันในการกู้ยืมเงินกันได้เหมือนกัน
มาตรา 1127 บัญญัติว่า ให้บริษัททำให้หุ้นคือใบสำคัญสำหรับหุ้นใบหนึ่งหรือหลายใบมอบให้เป็นคู่มือแก่ผู้ถือหุ้นจงทุกๆคน
เมื่อมอบใบหุ้นนั้น จะเรียกค่าธรรมเนียมก็ได้ สุดแต่กรรมการจะกำหนด แต่มิให้เกินสิบบาท
ตามมาตรา 1127 บริษัทต้องทำใบหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคน โดยจะทำใบหนึ่งระบุหุ้นทั้งหมดที่ผู้นั้นถือหรือทำแยกเป็นหลายใบก็ได้ การแยกใบหุ้นหลายๆ ใบย่อมสะดวกต่อการแยกโอนหุ้น และในการออกใบหุ้นนี้บริษัทจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมก็ได้ แต่ไม่เกินใบละสิบบาท
การออกใบหุ้นนั้นมิใช่ออกเฉพาะเมื่อบริษัทขายหุ้นหรือออกหุ้นใหม่เท่านั้น เมื่อมีการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ มีการรับมรดกหุ้น มีการเปลี่ยนใบหุ้น ใบหุ้นหาย หรือถูกทำลายก็ตามต้องมรการออกใบหุ้นให้ใหม่เหมือนกัน
แบบของใบหุ้น
มาตรา 1128 บัญญัติว่า ในใบหุ้นทุกๆใบ ท่านให้กรรมการลงลายมือชื่อเองคนหนึ่งเป็นอย่างน้อย และประทับตราของบริษัทเป็นสำคัญ ในใบหุ้นนั้นต้องมีข้อความต่อไปนี้ คือ
- ชื่อบริษัท
- เลขหมายหุ้นที่กล่าวถึงในใบหุ้นนั้น
- มูลค่าหุ้นหนึ่งหุ้นเป็นเงินใด
- ถ้าและเป็นหุ้นที่ยังไม่ได้ใช้เงินเสร็จ ให้จดลงว่าได้เงินค่าหุ้นแล้วหุ้นละเท่าไร
- ชื่อผู้ถือหุ้น หรือคำแถลงว่าได้ออกใบหุ้นนั้นให้แก่ผู้ถือ
ใบหุ้นต้องมีลักษณะครบถ้วนตามมาตรา 1128 ใบหุ้นใดที่ขาดลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในมาตรานี้แล้ว ไม่ถือว่าเป็นใบหุ้น และผู้ทรงใบหุ้นนั้นก็กล่าวอ้างสิทธิตามกฎหมายได้กำหนดไว้ที่เกี่ยวกับใบหุ้นนั้นไม่ได้ ลักษณะอันสำคัญนอกจากข้อความที่ระบุไว้ในมาตรา 1128 นี้ ก็คือต้องมีกรรมการลงชื่อเองอย่างน้อยหนึ่งคน และต้องมีตราของบริษัทประทับเป็นสำคัญ กรรมการซึ่งมีอำนาจลงชื่อในใบหุ้นอาจจะมอบหมายให้กรรมการอื่นคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะลงชื่อแทนก็ได้ หรือถ้าไม่ได้มอบหมายไว้กรรมการคนใดคนหนึ่งก็สามารถลงนามได้การลงลายมือชื่อของกรรมการในใบหุ้นนั้นเป็นข้อสำคัญมาก และการลงชื่อนั้นจะต้องลงลายมือชื่อด้วยหมึก จะใช้ตรายางประทับลงไปแทนการเซ็นชื่อนั้นเห็นว่าไม่ชอบ เพราะกฎหมายบทนี้ได้เน้นลงไปให้ลงลายมือชื่อเองบวกกับประทับของบริษัท
หากบริษัทใดไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรานี้ ย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัดสมาคมและมูลนิธิฯ มาตรา 8 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ส่วนกรรมการของบริษัทนั้น หรือบุคคลใดซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทนั้นมาตรา 25 บัญญัติว่าต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทด้วย
ใบหุ้นระบุชื่อ
ใบหุ้นระบุชื่อ คือ หุ้นที่ระบุชื่อบุคลผู้เป็นเจ้าของหุ้นลงในใบหุ้น ซึ่งบริษัทเป็นผู้ออกให้แก่ผู้ถือหุ้นทั่วไปโดยไม่คำนึงว่าผู้ถือหุ้นนั้นจะชำระค่าหุ้นครบถ้วนตามมูลค่าแห่งหุ้นหรือไม่ นอกจากนี้ผู้ทรงใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือก็ยังมีสิทธิที่จะมาขอเปลี่ยนเอาใบหุ้น ชนิดระบุชื่อได้ เมื่อได้เวลาเวนคืนใบหุ้นฉบับออกใบแก่ผู้ถือนั้นให้บริษัทขีดฆ่าเสีย
ใบหุ้นที่ออกให้แก่ผู้ถือ
หุ้นที่ออกให้แก่ผู้ถือนั้น คือหุ้นที่ไม่ได้ระบุชื่อผู้เป็นเจ้าของหุ้นลงในใบหุ้นเป็นแต่เขียนแถลงว่าได้ออกใบหุ้นนั้นให้แก่ผู้ถือ หุ้นชนิดนี้ถ้าอยู่ในความครอบครองของใคร บริษัทก็มักจะถือเสมือนหนึ่งว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ ใบหุ้นชนิดที่ออกให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทจะออกได้ก็ต่อเมื่อมีข้อบังคับของบริษัทอนุญาตไว้ และจะออกให้ได้แต่เฉพาะเพื่อหุ้นซึ่งได้ใช้เต็มค่าแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1134
รายการในใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ มีดังต่อไปนี้
- ชื่อบริษัท
- เลขหมายหุ้นที่กล่าวถึงในใบหุ้นนั้น
- มูลค่าหุ้นหนึ่งเป็นเงินเท่าใด
- หุ้นนั้นได้ใช้เงินเสร็จครบมูลค่าแล้ว
- คำแถลงว่าได้ออกใบหุ้นนั้นให้แก่ผู้ถือ
ในทางปฏิบัติ ในตอนแรกบริษัทจะออกใบหุ้นชนิดระบุชื่อผู้ถือหุ้นก่อน เมื่อผู้ถือหุ้นได้ชำระเงินค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว และมีข้อบังคับของบริษัทอนุญาตไว้ ถ้าผู้ถือหุ้นนั้นประสงค์จะได้ใบหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ ก็ย่อมมีสิทธิมาขอรับใบหุ้นชนิดนั้นได้ โดยเวนคืนใบหุ้นชนิดระบุชื่อให้บริษัทที่ขีดฆ่าเสียก่อน เสร็จแล้วบริษัทจึงจะออกหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ
การโอนหุ้น
มาตรา 1129 บัญญัติว่า “อันว่าหุ้นนั้นย่อมโอนกันได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมของบริษัท เว้นแต่เมื่อเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นนั้น ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานคนหนึ่งเป็นอย่างน้อยลงลายมือชื่อนั้นๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะอนึ่งตราสารนั้นต้องแถลงเลขหมายของหุ้นซึ่งโอนกันนั้นด้วย
การโอนเช่นนี้จะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกไม่ได้จนกว่าจะได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและสำนักงานของผู้รับโอน ลงในทะเบียนผู้ถือหุ้น
การโอนหุ้นนั้นโดยหลักแล้วไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท เพราะลักษณะของใบหุ้นนั้นเปรียบเสมือนกรมธรรม์ที่จะเปลี่ยนมือได้ ดังนั้นการโอนหุ้นจึงทำให้ได้โดยใจสมัครของผู้ถือหุ้นและผู้รับโอน เว้นแต่เป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้นซึ่งมีข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น บริษัทมีข้อบังคับว่าถ้าผู้ถือหุ้นระบุชื่อคนใดต้องการโอนหุ้นให้แก่ผู้อื่น จะต้องเสนอใบหุ้นที่จะโอนนั้นให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อรับซื้อก่อน ถ้าผู้ถือหุ้นของบริษัทไม่มีใครซื้อแล้วจึงจะโอนให้บุคคลภายนอกได้ข้อบังคับนี้ก็ถือว่าผูกพันผู้ถือหุ้นทุกคนและเมื่อได้จดทะเบียนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วก็เป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงโดยไม่เลือกว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องกับบริษัทหรือไม่ ดังนั้นถ้ามีการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อ ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับนี้แล้ว ก็ถือว่าการโอนนั้นไม่ชอบ แม้ผู้รับโอนจะไม่รู้ถึงข้อบังคับนั้นก็จะยกขึ้นเถียงไม่ได้เพราะข้อบังคับนี้ได้จดทะเบียนและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ย่อมถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวง
ถ้าสมมติว่าได้มีการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อโดยฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทแต่ไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใดและบริษัทก็ได้จดทะเบียนผู้ถือหุ้นใหม่ให้ ดังนี้ถือเสมือนว่า บริษัทนั้นยอมสละสิทธิในการที่จะบังคับไปตามสัญญา ก็ถือว่าผู้รับโอนนั้นได้ไปซึ่งสิทธิในหุ้นนั้นแล้ว และตามมาตรา 1129 นี้ ข้อบังคับนั้นจะต้องออกโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น กรรมการของบริษัทจะออกข้อบังคับในเรื่องการโอนหุ้นไม่ได้ ดังนั้นถ้ากรรมการของบริษัทได้ออกข้อบังคับขึ้นมาเองในเรื่องการโอนหุ้น ข้อบังคับนั้นก็ไม่ถูกต้อง ผู้ถือหุ้นไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม
การโอนหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 1129 วรรค 2 ดังต่อไปนี้ คือ
- ต้องทำเป็นหนังสือ
- ลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน
- มีพยานหนึ่งคนเป็นอย่างน้อยลงชื่อรับรองลายมือชื่อนั้นๆ
- ในตราสารการโอนนั้น ต้องแสดงหมายเลขของหุ้นวึ่งโอนกันนั้นด้วย ถ้าไม่ทำตามแบบนี้แล้ว การโอนนั้นเป็นโมฆะ ผู้โอนยังไม่ขาดไปซึ่งสิทธิในหุ้น และผู้รับโอนก็ไม่ได้รับมาซึ่งสิทธิในหุ้น
- ต้องไปขอจดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย จึงจะใช้ยันบริษัทหรือบุคคลภายนอกได้
การโอนหุ้นชนิดที่ออกให้แก่ผู้ถือ จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 1135 กล่าวคือหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือนั้นย่อมโอนกันได้ด้วยการส่งมอบใบหุ้นให้แก่กัน เมื่อผู้รับโอนได้รับโอนไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็เข้าเป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้โอนทันที โดยผู้โอนและผู้รับโอนไม่ต้องรับผิดเรื่องการชำระค่าหุ้นอย่างเช่นชนิดระบุชื่อ เพราะหุ้นชนิดที่ออกให้แก่ผู้ถือนั้น จะออกได้ก็ต่อเมื่อมีข้อบังคับของบริษัทอนุญาตไว้ และจะออกให้ได้ก็เฉพาะเพื่อหุ้นซึ่งได้ชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้วเท่านั้น
ข้อสังเกต
- ถ้าบริษัทมีข้อบังคับห้ามโอนหุ้นทุกชนิด ผู้ถือหุ้นจะโอนได้หรือไม่ ก็ต้องพิจารณาดูว่า ถ้าเป็นหุ้นชนิดที่ออกให้แก่ผู้ถือนั้นย่อมโอนกันได้เพียงด้วยส่งมอบใบหุ้นแก่กัน ไม่ต้องมีการสลักหลัง หรือทำเป็นหนังสือผู้รับโอนเป็นผู้ทรงใบหุ้นทันทีที่ได้รับมอบใบหุ้น แต่ถ้าเป้นหุ้นชนิดระบุชื่อแล้วย่อมโอนกันไม่ได้
- แม้ว่าการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อจะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ถ้าผู้รับโอนได้ครอบครองหุ้นบริษัทนั้นอย่างเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป ผู้รับโอนก็จะได้กรรมสิทธิ์ในหุ้นนั้นตามหลักกฎหมายเรื่องการครอบครองปรปักษ์
ผลของการโอนหุ้น
การโอนหุ้นนั้น เมื่อได้ทำถูกต้องตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว ผู้รับโอนก็ย่อมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแทนผู้โอน ผู้รับโอนรับไปทั้งสิทิและหน้าที่บริษัท บริษัทหมดสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นจากผู้โอน เช่น มีสิทิเข้าประชุมใหม่ผู้ถือหุ้น มีสิทธิได้รับเงินปันผล เป็นต้น และผู้รับโอนต้องมีหน้าที่ส่งเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระต่อบริษัท บริษัทหมดสิทธิเรียกร้องเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระจากผู้โอน
สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น
ทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นทะเบียนที่สำคัญในบรรดาสมุดทะเบียนทั้งหลาย เพราะทะเบียนนี้เป็นพยานหลักฐานที่ให้ข้อสันนิฐานว่า บรรดาผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนนั้นเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ตามจำนวนของหุ้นที่ปรากฏในทะเบียน ทะเบียนนี้จำเป็นต้องมีทุกบริษัท และต้องทำคู่กันไปกับทะเบียนใบหุ้น ข้อความตรงกัน กฎหมายบังคับว่าทะเบรยนผู้ถือหุ้นต้องมีรายการอย่างน้อย 5 ประการ ดังที่ระบุไว้ในมาตรานี้ ถ้าหากว่าบริษัทจำกัดใดละเลยไม่ปฏิบัติตามแห่งบทบัญญัติแห่งมาตรานี้แล้ว บริษัทนั้นก็มีความผิดตามมาตรา 10 แห่ง พระราชบัญญัติความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บรัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิฯ ซึ่งบัญญัติว่า “บรัทจำกัดใด ไม่มีสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1138 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องระวางโทษไม่เกินสองหมื่นบาท”
การจดทะเบียนผู้ถือหุ้นจำเป็นจะต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะเมื่อได้ปฏิบัติการไปตามหน้าที่นั้นแล้ว การที่จะมาแก้ไขทีหลังย่อมไม่อาจทำได้และบรรดากรรมการทั้งหลายจำเป็นต้องรับผิดร่วมกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1168 ในเมื่อเกิดความเสียหายประการหนึ่งประการใด
BOI คืออะไร? และมีขั้นตอนการขออย่างไร
บัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ธุรกิจที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น ต้องเป็นกิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กิจการผลิตเพื่อการส่งออก กิจการที่ใช้ทุนแรงงานหรือบริการในอัตราที่สูง หรือกิจการที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตร หรือทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ และกิจการนั้นยังไม่มีในราชอาณาจักร หรือมีแต่ไม่เพียงพอ หรือมีกรรมวิธีที่ไม่ทันสมัย
สิทธิประโยชน์เพื่อการส่งเสริมการลุงทุนในประเทศไทย
สิทธิประโยชน์ด้านภาษี
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี (ขึ้นกับประเภทกิจการและเงื่อนไข)
- ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลา 5 ปี (เฉพาะเขตส่งเสริมการลงทุน)
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบผลิตเพื่อการส่งออก
- ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา
- สิทธิประโยชน์ที่ไม่เกี่ยวกับภาษี
- อนุญาตให้ชาวต่างชาติ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ได้ 100% (ยกเว้นกิจการตามบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติ ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือที่มีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ)
- อนุญาตให้ถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
- อนุญาตให้ช่างฝีมือ/ผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานกิจการที่ให้การส่งเสริม
- อุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ (Bio-based and Medical Industries)
- อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
- อุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมสนับสนุน
- กิจการบริการที่มีมลค่าเพิ่มสูง
- อุตสาหกรรมสร้างสรรค์และดิจิทัล
ขั้นตอนการขอรับการส่งเสริมและการใช้สิทธิประโยชน์
- ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน
- เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนวิเคราะห์โครงการ
- เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พิจารณา-อนุมัติ-ไม่อนุมัติ
- เงินลงทุนไม่เกิน 200 ล้านบาท พิจารณาโดยสำนักงานฯ ภายใน 15-40 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน
- เงินลงทุนเกิน 200-2,000 ล้านบาท พิจารณาโดยคณะอนุกรรมการฯ ภายใน 60 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน
- เงินลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท ขึ้นไป พิจารณาโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ภายใน 90 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เอกสารครบถ้วน
- เมื่อสำนักงานคณะกรรมส่งเสริมการลงทุน แจ้งมติหลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ
- ต้องมีมลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 20% ของรายได้ ยกเว้นกิจการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร กิจการอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน และกิจการตัดโลหะ ต้องงมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่า 10%
- ใช้กรรมวิธีผลิตที่ทันสมัย
- ต้องมีแนวทางและมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ สำหรับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมคณะกรรมการจะพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องสถานที่ตั้งและวิธีจัดการมลพิษ
เงินลงทุนขั้นต่ำ
- ต้อมีเงินลงทุนขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)
การดำเนินการด้านนำเข้าและส่งออกสินค้า
ขั้นตอนในการนำเข้าและส่งออกสินค้า
- เริ่มต้นจากโรงงานของผู้ผลิตสินค้า หรือสถานที่ของผู้ส่งออก (Exporter) เมื่อทำการผลิตสินค้าและจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้าเสร็จเรียบร้อย พร้อมที่จะทำการส่งออกแล้ว จะทำการติดต่อบริษัทตัวแทนผู้ขนส่งสินค้า (Freight Forwarder Company) หรือสายการเดินเรือ (Shipping Line) โดยตรงเพื่อทำการจองระวางเรือ (Freight) จากเมืองท่าต้นทางไปยังเมืองท่าปลายทาง
- เมื่อได้รับใบยืนยันการจองระวางเรือ (Booking Confirmation) จากตัวแทนผู้ขนส่งสินค้าหรือสายเรือเรียบร้อย ผู้ส่งออก จะทำการขนส่งสินค้าจากสถานที่ของผู้ส่งออกไปยังท่าเรือต้นทาง ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในใบยืนยันการจองระวางเรือ
- ในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศผู้ส่งออกมีหน้าที่จะต้องดำเนินการผ่านพิธีการทางศุลกากรขาออกทุกครั้ง โดยสามารถดำเนินการด้วยตนเองหรือว่าจ้างบริษัทตัวแทนออกของ (Customs Broker) เพื่อให้ดำเนินการผ่านพิธีการแทนโดยบริษัทตัวแทนออกของจะติดต่อขอรับเอกสารเพื่อดำเนินการในเรื่องการยื่นใบขนสินค้าขาออก
เอกสารที่ผู้ส่งออกควรจัดเตรียมในการผ่านพิธีการศุลกากร- ใบขนสินค้าขาออก ประกอบด้วยต้นฉบับและสำเนา 1 ฉบับ
- บัญชีราคาสินค้า (Invoice) 2 ฉบับ
- แบบธุรกิจต่างประเทศ (Foreign Transaction From) ธต. 1 จำนวน 2 ฉบับ กรณีสินค้าส่งออกมีราคา FOB เกิน 500,000 บาท
- ใบอนุญาตส่งออกหรือเอกสารอื่นใดสำหรับสินค้าควบคุมการส่งออก
- เอกสารอื่นๆ (ถามี)
- เมื่อสินค้ามาถึงที่ท่าเรือต้นทาง (Port of Loading) ทางสายการเดินเรือจะทำการยกตู้สินค้าขึ้นไปบนเรือและออกเอกสารใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ให้กับผู้ส่งออกเพื่อเป็นการยืนยันได้รับสินค้านั้นไว้แล้วพร้อมทั้งเรียกเก็บค่าบริการ (Freight & Local Charges) กับผู้ส่งออกที่ต้นทาง
- เมื่อเรือเดินทางไปถึงท่าเรือปลายทาง (Post of Discharge) ทางสายการเดินเรือ จะทำการยกตู้สินค้าลงจากเรือ จากนั้นผู้นำเข้า (Importer) จะทำการติดต่อสายการเดินเรือเพื่อชำระค่าใช้จ่ายที่ปลายทาง (Local Charges) พร้อมทั้งนำใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) ที่ได้รับจาก Shipper นำไปเปลี่ยนเป็นใบปล่อยสินค้า (Delivery Order) กับสายการเดินเรือที่ปลายทางเพื่อนำไปออกสินค้า
- ผู้นำเข้าจะต้องดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้า และชำระภาษีอากรขาเข้า พร้อมทั้งนำใบ Delivery Order ไปออกสินค้า ณ ท่าเรือปลายทาง
- เมื่อผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าเรียบร้อย ผู้นำเข้าจะต้องจัดเตรียมรถเพื่อมารับสินค้าที่ท่าเรือปลายทางไปยังสถานที่ของผู้นำเข้า (Importer)
- เมื่อสินค้าส่งถึงสถานที่ของผู้นำเขาปลายทาง ผู้นำเข้าจะต้องทำการตรวจสอบสภาพสินค้าครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีความเสียหายก่อนเซ็นรับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนตามสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งในแง่การจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนคู่สัญญาในเชิงความรับผิดชอบของผู้ขนส่งเพื่อการที่สินค้าที่รับขนส่งนั้นสูญหาย เสียหายหรือมีการส่งมอบล่าช้า กฎหมายต่างที่เกี่ยวข้องใช้บังคับจะอยู่ในรูปแบบของพระราชบัญญัติต่างๆ
พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534
กฎหมายฉบับนี้กำหนดสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบของคู่สัญญารับขนของทางทะเลระหว่างประเทศ และผู้รับตราส่งที่ปลายทางเอาไว้ โดยในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของผู้ขนส่งนั้น ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อความสูญหาย เสียหายของสินค้าที่อยู่ในความดูแล หรือการส่งมอบสินค้าที่ล่าช้ากว่ากำหนดหรือที่ควรจะเป็น แต่อย่างไรก็ตามผู้ขนส่งก็สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดได้หากว่าสินค้านั้นสูญหายหรือเสียหายเพราะเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของผู้ขนส่ง เช่นการสงคราม ภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือ การนัดหยุดงาน ปิดงานงดจ้างที่ท่าเรือ เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ขนส่งยังสามารถจำกัดความรับผิดชอบของตนอันเนื่องมาจากการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหายได้ โดยกฎหมายให้สามารถจำกัดความรับผิดได้ในอัตรา 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง เช่น 1 ลัง ถัง หรือกล่อง หรือกิโลกรัมละ 30 บาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่ของนั้น
พระราชบัญญัติกักเรือ พ.ศ.2534
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหนี้ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือเดินทะเลในอันที่จะร้องขอให้ศาลยุติธรรมสั่งกักเรือลำที่มีหนี้สินติดค้างกันอยู่กับเจ้าหนี้นั้นไว้ที่ท่าเรือของประเทศไทยได้ เพื่อป้องกันมิให้เรือลำนั้นออกเดินทางต่อไป เจ้าหนี้จะได้มีเรือลำที่กักไว้นั้นเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ที่ติดค้างกันอยู่ โดยหลังจากนี้เจ้าหนี้ก็ต้องรีบฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกร้องให้มีการชำระหนี้ที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือติดค้างอยู่ หากตนชนะคดีก็สามารถที่จะเอาชนะหนี้จากเรือลำนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าของหรือผู้ครอบครองเรือนั้นก็สามารถที่จะขอให้ศาลปล่อยเรือสินค้านั้นได้โดยนำเงินหรือหลักประกันอย่างอื่นมาวางศาลตามจำนวนเงินที่เป็นหนี้แต่ไม่เกินมูลค่าของเรือลำนั้นตามที่ศาลจะได้กำหนด เจ้าหนี้ก็จะมีตัวเงินหรือหลักประกันอย่างอื่นนั้นเป็นประกันการชำระหนี้ต่อไป หนี้ที่เจ้าหนี้ของเรือลำนั้นจะขอให้ศาลสั่งกักเรือไว้ได้นั้นมีหลายประเภท ทั้งหนี้ที่เกิดจากความรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเล การเช่าเรือ การที่เรือชนหรือโดนกัน และเกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน หนี้ที่เกิดจากลากจูงเรือ การนำร่องและการจำนองเรือ เป็นต้น
พระราชบัญญัติการจำนองเรือและบุริมสิทธิ์ทางทะเล พ.ศ.2537
กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการที่จะจำนองเรือเอาไว้โดยเฉพาะ ต่างหากจากบทบัญญัติทั่วไปในการจำนองอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เจ้าเรือสามารถใช้เรือของตนเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อหรือกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ในการประกอบกิจการ โดยกฎหมายกำหนดว่า เรือขนาดตั้งแต่หกสิบตันกรอสขึ้นไปที่เดินด้วยเครื่องจักรกล ไม่ว่าจะใช้กำลังอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม และเป็นเรือที่มีลักษณะใช้ในทะเลตามกฎหมายข้อบังคับการตรวจเรือที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย สามารถจดทะเบียนจำนองได้ตามกฎหมายนี้ แต่จะเอาไปจำนำไม่ได้ ผลของการจำนองเรือทำให้เจ้าของเรือยังสามารถใช้ประโยชน์จากเรือลำนั้นได้อยู่เพราะไม่ได้ส่งมอบเรือให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แต่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองเรือไว้ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากเรือลำนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ ของเจ้าของนั้น เมื่อจะบังคับชำระหนี้เพราะจำนองไม่ชำระหนี้คืน เจ้าหนี้ผู้รับจำนองต้องใช้วิธีบังคับจำนอง โดยการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้จำนองหรือผู้รับจำนองหรือผู้รับจำนองเอาเรือออกขาย หรือโดยการยึดเรือที่จำนองออกขายทอดตลาด อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ในส่วนของรถยนต์นั้น แต่เดิมมักจะใช้การจำนำรถยนต์ เป็นหลักในการได้มาซึ่งสินเชื่อหรือเงินกู้จากเจ้าหนี้ แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 เพิ่มเติมมาตรา 17/1 ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนแล้วให้เป็นทรัพย์สินประเภทที่จำนองเป็นประกันหนี้ได้ตามกฎหมาย โดยให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถยนต์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ในปัจจุบัน การใช้รถยนต์เป็นประกันในการขอสินเชื่อหรือกู้เงินสามารถจดทะเบียนจำนองได้เช่นเดียวกับเรือและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับการขนส่งสินค้าที่มีการใช้ยานพาหนะขนส่งหลายชนิดจากต้นทางไปถึงปลายทางด้วยสัญญาฉบับเดียวที่ทำขึ้นระหว่างผู้ส่งของกับผู้ขนส่ง ซึ่งอาจจะมีทั้งการใช้รถยนต์ รถไฟ เรือ หรืออากาศยานในการขนส่งสินค้านั้นจนกว่าจะถึงปลายทาง ทั้งนี้เป็นกฎหมายที่กำหนดความรับผิดของผู้ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่เป็นผู้รับผิดชอบการขนส่งสินค้าที่ต้องใช้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไว้โดยเฉพาะ โดยเริ่มต้นตั้งแต่รับสินค้าไว้ในความดูแลที่ต้นทางจนกระทั่งส่งมอบที่ปลายทาง
ผู้ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบต้องรับผิดในการที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบล่าช้า เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เกิดจากความผิดของตน ตัวแทน หรือผู้ขนส่งที่ใช้ในการขนส่งทอดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผู้ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบสามารถจำกัดความรับผิดของตนได้
ผู้ที่เป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งแบบนี้จะเกิดความชัดเจนแน่นอนและสะดวกในการที่จะเรียกร้องให้ผู้ขนส่งแบบนี้แต่ผู้เดียวรับผิดชอบต่อการที่สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า ทั้งที่ ไม่ว่าความรับผิดจะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งทอดใดรูปแบบใด
กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งทางถนนและทางอากาศ
ปัจจุบันเป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะรับขน มาตรา 608 ถึงมาตรา 639 ซึ่งมีหลักการสำคัญคล้ายกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 แต่ว่าผู้ขนส่งทางถนนด้วยรถยนต์กับทางอากาศไม่สามารถจำกัดความรับผิดได้ถ้าสินค้าที่ขนส่งนั้นสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า เว้นแต่ผู้ส่งกับผู้ขนส่งจะได้ทำความตกลงกันไว้โดยชัดแจ้งว่าให้ผู้ขนส่งทางรถยนต์หรือทางอากาศนั้น สามารถจำกัดความรับผิดชอบในการชดใช้ค่าเสียหายหากเกิดกรณีที่สินค้าที่ขนส่งนั้นสูญหาย เสียหายหรือมีการส่งมอบชักช้า








