ตัวอย่างแบบสัญญาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญๆ เช่น 


1. สัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง
 
                                                       สัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

                                                                                                                             ทำที่.......................................
 
                                                                   วันที่..............................................
 
สัญญานี้ทำขึ้นระหว่างนาย/นาง/นางสาว............................. ...อยู่บ้านเลขที่..................ถนน.............................ตำบล/แขวง......................... ...อำเภอ/เขต................................จังหวัด.......................ต่อไปในสัญญาให้เรียกว่า “ผู้ซื้อ”
กับนาย/นาง/นางสาว.......................................อยู่บ้านเลขที่...................ถนน.......................ตำบล...........................
อำเภอ.......... ..............จังหวัด................................ต่อไปในสัญญานี้ให้เรียกว่า “ผู้ขาย”
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ผู้ขายตกลงจะขายและผู้ซื้อตกลงจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน..............หลัง บนที่ดินเลขที่............................................. รายละเอียดตามเอกสารแนบท้ายสัญญาฉบับนี้ จำนวนพื้นที่...................ตารางวา
 
ข้อ 2 ผู้ซื้อได้ชำระเงินจำนวน..............................................................บาท(..................................................) แก่ผู้ขายแล้วในวันจองและได้ชำระเงินในวันทำสัญญานี้เป็นจำนวน..............................บาท (...........................................................)รวมเป็นเงินที่ได้ชำระแล้วทั้งสิ้น..............................บาท (...............................................)เงินจำนวนที่เหลืออีก...........................บาท (....................................................) ซึ่งผู้ซื้อจะชำระให้แก่ผู้ขายภายในวันที่..........................หรือในวันที่การก่อสร้างได้สิ้นสุดลง
 
ข้อ 3 ในกรณีที่ผิดนัดชำระเงินทั้งหมดหรือบางส่วนตามข้อ 2 ผู้ซื้อตกลงชำระดอกเบี้ยของต้นเงินที่ค้างชำระแก่ผู้ขายในอัตราร้อยละ ...........ต่อเดือนหรือยินยอมให้ผู้ขายบอกเลิกสัญญาและริบเงินทั้งหมดที่ผู้ซื้อได้ชำระแก่ผู้ขายไว้แล้ว
 
ข้อ 4 เมื่อการชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามข้อ 2 เสร็จสิ้นแล้ว ผู้ขายตกลงที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อภายใน.......................................และผู้ขายต้องจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
 
ข้อ 5 ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการจดทะเบียนนิติกรรม การโอนกรรมสิทธิ์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นในการโอนเป็นภาระของ..........................................
 
ข้อ 6 ในระหว่างการก่อสร้าง การตรวจสอบ การส่งมอบสิ่งปลูกสร้าง และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ผู้ซื้อตกลงว่าผู้ซื้อจะไม่จ้างบุคคลอื่นนอกจากผู้ขายในการต่อเติมสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในบริเวณที่ดินตามสัญญานี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน
             ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อนี้จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งที่ต่อเติมหรือส่วนใดๆ ที่ผู้ขายได้สร้างขึ้นไม่ว่าเวลาใดๆ ผู้ขายจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าวทั้งสิ้น หากการละเมิดสัญญาข้อนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ขาย ผู้ซื้อยอมรับผิดชดใช้ความเสียหายดังกล่าวแก่ผู้ขาย
 
ข้อ 7 เมื่อผู้ซื้อได้ชำระเงินครบถ้วนแล้วแก่ผู้ขาย (ในกรณีที่ชำระโดยเช็ค เช็คนั้นต้องได้รับการเรียกเก็บเงินแล้ว) ผู้ซื้อจึงจะมีสิทธิเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญานี้ได้

ข้อ 8 ในกรณีที่ผู้ซื้อประพฤติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม ผู้ขายมีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้และริบเงินทั้งหมดที่ได้รับไว้แล้วจากผู้ซื้อ
 
สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจในข้อสัญญานี้โดยตลอดแล้ว จึงได้ลงชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อหน้าพยาน
 
ลงชื่อ......................................ผู้ขาย   ลงชื่อ......................................ผู้ซื้อ
(............................................)   (............................................) 
ลงชื่อ......................................พยาน   ลงชื่อ.......................................พยาน
(............................................)   (.............................................)
 
 
2. สัญญาเช่าทรัพย์
สัญญาเช่าทรัพย์
  
                                                                                          ทำที่……………………………………………………..
                                          วันที่…………เดือน……………………….พ.ศ.............................
 
สัญญาเช่าฉบับนี้ทำขึ้นระหว่าง.....…………………………………………………………
อยู่บ้านเลขที่……….……..ตรอก/ซอย………………………………ถนน………………………………….
ตำบล/แขวง…………………....อำเภอ/เขต………………….…..จังหวัด………………………..…..........
ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้ให้เช่า” ฝ่ายหนึ่งกับ………………………………………......................
อยู่บ้านเลขที่………………ตรอก/ซอย………………………………ถนน………………………..............
ตำบล/แขวง…………………….อำเภอ/เขต………………………จังหวัด…………………………..........
ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้เช่า” อีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาเช่ากันมีข้อความดังนี้

ข้อ 1. ผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าและผู้เช่าตกลงเช่า……...............................................….
………………………………………………………………………………………………………….........
มีกำหนดระยะเวลาการเช่า……………ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่าฉบับนี้เป็นต้นไป

ข้อ 2. ผู้เช่ามีวัตถุประสงค์ในการเช่าทรัพย์ตามข้อ 1 เพื่อ.........................................โดยผู้เช่าจะใช้ทรัพย์สินเพื่อการอย่างอื่น นอกจากที่ระบุไว้ได้โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้เช่า แต่ผู้เช่าจะใช้ทรัพย์สินที่เช่าเพื่อการอันไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ข้อ 3. ในการทำสัญญาดังกล่าวในข้อ 1. ผู้เช่าตกลงที่จะชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าเป็นรายเดือนในอัตราค่าเช่า.......................บาท (.........................................................) ต่อ.................(วัน/เดือน/ปี) โดยผู้เช่าตกลงจะชำระเงินค่าเช่าให้แก่ผู้ให้เช่าภายในวันที่……………ของทุกเดือน ถ้าผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตามกำหนดดังกล่าวแล้ว ผู้เช่ายินยอมให้ถือว่าสัญญาเช่านี้ระงับลงโดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน

ข้อ 4. เพื่อเป็นการประกันในการปฏิบัติตามสัญญาเช่า ผู้เช่าตกลงมอบเงินเป็นประกันการเช่าจำนวน.................................บาท (.................................................................) ให้แก่ผู้ให้เช่าและผู้ให้เช่าได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้วในวันที่ทำสัญญาฉบับนี้ ถ้าผู้เช่าเช่าครบกำหนดตามสัญญาผู้ให้เช่ายินดีคืนเงินประกันให้ โดยหักค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายเท่าที่จำเป็น

ข้อ 5. ผู้เช่ารับว่าจะไม่ให้ผู้อื่นเช่าช่วงหรือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน

ข้อ 6. ผู้เช่าต้องยินยอมให้ผู้ให้เช่าหรือตัวแทนของผู้ให้เช่าเข้าตรวจตราทรัพย์สินที่เช่าเป็นครั้งคราวในเวลาและระยะเวลาอันสมควร

ข้อ 7. ทรัพย์สินที่เช่านั้นผู้เช่าจะทำการดัดแปลงหรือต่อเติมอย่างหนึ่งอย่างใดหาได้ไม่
นอกจากที่ใช้กันตามจารีตประเพณีนิยมปกติ หรือการดั่งที่กำหนดในสัญญานั้นเท่านั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าผู้เช่าฝ่าฝืนสัญญาข้อนี้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ และในกรณีที่ผู้ให้เช่าให้อนุญาตแก่ผู้เช่าทำการดัดแปลง หรือต่อเติมอย่างหนึ่งอย่างใดในทรัพย์สินที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าระงับลงไม่ว่าเพราะเหตุใดๆการดัดแปลงหรือต่อเติมในทรัพย์สินที่เช่าดังกล่าวนั้น ให้ตกเป็นของผู้ให้เช่า ผู้เช่าจะรื้อถอนไปไม่ได้

ข้อ 8. ผู้เช่าจำต้องสงวนทรัพย์สินที่เช่านั้นเสมอกับที่วิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตัวเอง และต้องทำการบำรุงรักษาทั้งทำการซ่อมแซมเล็กน้อยด้วย

ข้อ 9  ผู้เช่าตกลงว่าในระหว่างอายุสัญญาเช่า ผู้เช่าจะทำประกันวินาศภัย โดยผู้เช่าจะ
เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย โดยผู้ให้เช่าเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา

ข้อ 10. ผู้เช่าต้องรับผิดในบรรดาความเสียหายหรือบุบสลาย ๆ เพราะความผิดของผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงหรือบุคคลซึ่งอยู่กับผู้เช่า หรือบุคคลที่จัดเข้าเป็นบริวารของผู้เช่า

ข้อ 11. ผู้เช่ายอมชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ...........ต่อปี ของยอดเงินค่าเช่าที่ค้างชำระผู้ให้เช่า หรือค่าเสียหายที่ผู้ให้เช่าเรียกเอาจากผู้เช่าได้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ให้เช่าต้องเสียไปเพื่อการทวงถามให้ชำระเงินค่าเช่าอีกด้วย

ข้อ 12. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์ที่เช่านั้นตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย ผู้เช่าเป็นผู้ชำระ

ข้อ 13. เมื่อครบกำหนดการเช่าตามข้อ 1 แล้ว ผู้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนให้แก่ผู้ให้เช่าภายในระยะเวลา..............วัน นับแต่วันสิ้นสุดการเช่าที่ตกลงกันไว้ หากผู้เช่ามิได้ส่งมอบในเวลาดังกล่าว ผู้ให้เช่ามีสิทธิยึดเงินประกันที่ได้ให้ไว้ตามข้อ 4 จนกว่าผู้เช่าจะนำทรัพย์ที่เช่ามาคืนให้แก่ผู้ให้เช่าในสภาพเรียบร้อย ทั้งนี้หากทรัพย์ที่เช่านั้นในขณะที่นำส่งคืนบุบสลาย หรือเสียหายอย่างใดๆ โดยผู้เช่าต้องรับผิดนั้น ผู้ให้เช่ามีสิทธิหักเงินประกันไว้ส่วนหนึ่งเป็นค่าเสียหาย และที่เหลือคืนแก่ผู้เช่าได้

ข้อ 14. ถ้าผู้เช่าประพฤติผิดสัญญาเช่าแม้ข้อหนึ่งข้อใดดังกล่าวข้างต้น ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ทันที  และผู้เช่ายินยอมให้ผู้ให้เช่าทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะเข้าครอบครองทรัพย์สินที่เช่าได้ทันที

ข้อ 15  ในวันทำสัญญานี้ ผู้เช่าได้ตรวจตราทรัพย์สินที่เช่าแล้ว เห็นว่ามีสภาพปกติดีทุกประการและผู้ให้เช่าได้ส่งมอบทรัพย์สินที่ให้เช่าแก่ผู้เช่าแล้ว
 
สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน คู่สัญญาได้อ่านและเข้าใจข้อความในสัญญานี้โดยตลอดแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงตามเจตนาของตน จึงได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานไว้เป็นสำคัญและต่างยึดถือไว้ฝ่ายละหนึ่งฉบับ
 
ลงชื่อ......................................ผู้ให้เช่า   ลงชื่อ......................................ผู้เช่า
(............................................)   (............................................) 
ลงชื่อ......................................พยาน   ลงชื่อ.......................................พยาน
(............................................)   (.............................................)

 
3. สัญญาจำนอง
                                                             สัญญาจำนอง

                                                                                                                                 ที่……………………………
                                                       วันที่………เดือน……………พ.ศ…………….
สัญญานี้ทำขึ้นระหว่าง………… ……อายุ……....ปี อยู่บ้านเลขที่….....ตรอกซอย…….………..ถนน…………… ……ตำบล/แขวง…………… ………อำเภอ/เขต……………… …….จังหวัด……………………………….ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า ผู้รับจำนอง
กับ …………………….. ….อายุ……....ปี อยู่บ้านเลขที่……….... ตรอก/ซอย………………..ถนน……………… ………ตำบล/แขวง………………………………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด………………ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า ผู้จำนอง  ผู้จำนองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์…...........(ระบุรายละเอียด เช่น บ้านเลขที่ โฉนดเลขที่)..……………………ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า ทรัพย์สิน

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันมีข้อความต่อไปนี้

ข้อ 1. ผู้จำนองตกลงจำนองและผู้รับจำนองตกลงรับจำนองทรัพย์สินเพื่อเป็นการประกันหนี้ ……...................ตามหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่……...................……ระหว่าง…………… .......กับ……………………....…………… โดยประกันการชำระหนี้เป็นจำนวนเงิน……………….บาท (…………………) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ…… ….ต่อปี และทรัพย์สินที่จำนองนั้นจำนองเฉพาะส่วนที่ผู้จำนองมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น

ข้อ 2. ผู้จำนองได้รับเงินหรือลูกหนี้ตามสัญญาในข้อ 1. ได้รับเงินจำนวน………………..….บาท (……………… ..) จากผู้รับจำนองไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ทำสัญญาฉบับนี้

ข้อ 3.  ผู้จำนองและผู้รับจำนองตกลงว่าจะไปดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเกี่ยวกับการจำนองทรัพย์สิน ณ ...................... อำเภอ/เขต…………..............…….จังหวัด………......……….ในวันที่………........... โดยผู้จำนองจะเป็นผู้รับภาระในค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ทางราชการเรียกเก็บเองทั้งหมด

ข้อ 4. หากลูกหนี้ตามสัญญาในข้อ 1. ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองเอากับทรัพย์สินที่จำนองของผู้จำนองได้ตามกฎหมาย และผู้จำนองต้องรับผิดในมูลหนี้ของลูกหนี้ตามข้อ 1. อย่างลูกหนี้ร่วมด้วย

ข้อ 5. ในระหว่างที่ทรัพย์สินรายนี้ยังจำนองตามสัญญานี้อยู่ ผู้จำนองจะให้สิทธิประการใด ๆ แก่ผู้อื่นในทรัพย์ที่จำนองเพื่อให้เกิดภาระผูกพัน เช่น เช่า อาศัย ปลูกสร้าง ยืม เป็นต้น อันเป็นการเสื่อมสิทธิ ลดสิทธิ และเสียสิทธิของผู้จำนองเองในทรัพย์สินที่จำนองนี้ ผู้จำนองต้องได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนองก่อนเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อ 6. ถ้าจะมีปัญหาเกิดขึ้นด้วยข้อกรรมสิทธิ์ของผู้จำนองในทรัพย์สินเมื่อใด ผู้รับจำนองมีสิทธิจะเรียกให้ผู้จำนองชำระหนี้และบังคับจำนองได้โดยทันที

สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้อ่านและเข้าใจดีแล้วจึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ และเก็บสัญญาไว้ฝ่ายละฉบับ
ลงชื่อ......................................ผู้รับจำนอง   ลงชื่อ......................................ผู้จำนอง
(............................................)   (............................................) 
ลงชื่อ......................................พยาน   ลงชื่อ.......................................พยาน
(............................................)   (.............................................)

 
4. สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
(อ.ช. 22 )
 สัญญาเลขที่ ...............................
สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
 
        สัญญาฉบับนี้ทำขึ้น ณ ..........................................วันที่ .....เดือน ................ พ.ศ. .......... ระหว่าง .....................................ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร อายุ ....... ปี สัญชาติ ............. ที่อยู่ /ที่ตั้งสำนักงาน เลขที่ ........ตรอก/ซอย.............. .................ถนน ........................ หมู่ที่ ................ ตำบล/แขวง........................... อำเภอ/เขต ...................จังหวัด....................โทรศัพท์ ....................โดย.........................ผู้มีอำนาจกระทำการแทน ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่.......... เดือน.........พ.ศ. .......ชื่ออาคารชุด .................................. ที่ตั้งเลขที่ ...... ตรอก / ซอย ........................ ถนน.......................หมู่ที่ ...... ตำบล/แขวง ..................อำเภอ/เขต ......................จังหวัด.......................โทรศัพท์................ ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า ผู้จะขาย” ฝ่ายหนึ่ง
        กับ .........................................อายุ ....... ปี สัญชาติ .........ที่อยู่/ที่ตั้งสำนักงานเลขที่.............. ตรอก/ซอย ........................... ถนน .................................หมู่ที่ ........ตำบล/แขวง.......................อำเภอ/เขต ..................จังหวัด .........................โทรศัพท์ ..................... ซึ่งต่อไปในสัญญานี้เรียกว่า ผู้จะซื้อ” อีกฝ่ายหนึ่ง คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันโดยมีข้อความดังต่อไปนี้

ข้อ 1. คำรับรองของผู้จะขาย
        1.1 ผู้จะขายรับรองว่า ผู้จะขายเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชุดตามโฉนดที่ดินเลขที่ ............หน้าสำรวจ .......... เลขที่ดิน ........ ตำบล/แขวง .......................อำเภอ / เขต ........................ จังหวัด ..................... เนื้อที่ ........ไร่ .......งาน ........ ตารางวา โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้จำนองไว้กับ ................................................................ / ได้จดทะเบียน บุริมสิทธิในที่ดินให้แก่ ....................................................โดยที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นประกันหนี้จำนอง / หนี้บุริมสิทธิ จำนวนเงิน..............................บาท (.............................................) ไม่มีจำนอง / ไม่มีบุริมสิทธิ
        1.2  ผู้จะขายรับรองว่าอาคารชุดและห้องชุด เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้จะขาย โดยอาคาร ดังกล่าวมีการจำนองรวมอยู่กับที่ดิน ไว้กับ........................................ / ได้จดทะเบียน บุริมสิทธิในอาคารรวมกับที่ดินให้แก่............................................... โดยจำนวนเงินที่ประกันหนี้จำนอง/หนี้ บุริมสิทธิเท่ากับจำนวนเงินตามข้อ 1.1  ไม่มีจำนอง / ไม่มีบุริมสิทธิ
        1.3  ผู้จะขายได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่า ด้วยการควบคุมอาคารเรียบร้อยแล้ว ตามใบอนุญาตเลขที่ ......... / ......... ลงวันที่ ............................. ขณะนี้ อาคารชุด อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง เมื่อได้ก่อสร้างแล้วเสร็จจะนำไปจดทะเบียนเป็นอาคารชุดได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ อยู่ในระหว่างการนำไปจดทะเบียนอาคารชุด
 
ข้อ 2. ข้อตกลงจะซื้อจะขาย
        2.1 ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อห้องชุดในอาคารชุด ..............................จำนวน .......... ห้องชุด ดังนี้
                  2.1.1 ห้องชุดเลขที่ ............ ชั้นที่ .......... เนื้อที่ ....................... ตารางเมตร
                  2.1.2 ห้องชุดเลขที่ ........... ชั้นที่ .......... เนื้อที่ .........................ตารางเมตร
                  2.1.3 ห้องชุดเลขที่ ........... ชั้นที่ ......... เนื้อที่ ..........................ตารางเมตร
        2.2 นอกจากกรรมสิทธิ์ในห้องชุดตามข้อ 2.1 แล้วยังรวมถึงทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งผู้จะซื้อมีสิทธิใช้สอยร่วมกันกับเจ้าของห้องชุดอื่น ๆ ดังต่อไปนี้
                  2.2.1 ทรัพย์ตามที่พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ถือว่าเป็นทรัพย์ส่วนกลาง
                  2.2.2  ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดจำนวน ............ ไร่ ......... งาน ........... ตารางวา
                  2.2.3 สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ผู้จะซื้อจะได้รับ โดยผู้จะขายมีความผูกพัน ที่จะต้องนำไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลาง (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายสัญญา) ทั้งนี้ หาก ผู้จะขายได้ทำการโฆษณาด้วยข้อความหรือภาพโฆษณา ให้ถือว่าเอกสารที่โฆษณาด้วยข้อความและภาพโฆษณา เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจะซื้อจะขายนี้ด้วย
 
ข้อ 3. ราคาจะซื้อจะขาย
        3.1 ผู้จะซื้อและผู้จะขายตกลงจะซื้อจะขายห้องชุดตามข้อ 2 จำนวน .............ห้องชุด ในราคาตารางเมตรละ.................... บาท (..........................) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ...........................บาท (...............................)
        3.2 ในกรณีที่อาคารชุดยังดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต่อมาเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปรากฏว่า มีเนื้อที่ห้องชุดเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา คู่สัญญาตกลงคิดราคาห้องชุดส่วนที่ เพิ่มขึ้นหรือลดลงในราคาต่อหน่วยตามที่กำหนดในข้อ 3.1 และให้นำราคาห้องชุดในส่วนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงไป เพิ่มหรือลดลงจากราคาห้องชุดตามข้อ 3.1 และจำนวนเงินที่ต้องชำระตามข้อ 4.2
 
ข้อ 4. การชำระเงินและการโอนกรรมสิทธิ์
        4.1 คู่สัญญาตกลงให้ถือเอาเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระในวันที่จอง เมื่อวันที่ ..... เดือน...............พ.ศ. ....... จำนวน .......................บาท (..............................) และเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระใน วันทำสัญญานี้จำนวน ......................... บาท (........................................) รวมเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระให้แก่ผู้จะขายไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน .....................บาท(................................)เป็นการชำระราคาค่าห้องชุดตาม ข้อ 3.1 ส่วนหนึ่ง
        4.2 ผู้จะซื้อตกลงชำระราคาค่าห้องชุดที่เหลือจำนวน ............................บาท (..............................) โดยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ดังนี้
                    4.2.1 งวดที่ 1 จำนวน................บาท(.................) ชำระภายในวันที่................
                    4.2.2 งวดที่  จำนวน................บาท(.................) ชำระภายในวันที่...............
                    4.2.3  งวดที่ 3 จำนวน ................บาท(...............) ชำระภายในวันที่ ...............
                    4.2.4  งวดสุดท้ายจำนวน ............................. บาท (....................................)
        4.3 ในการชำระเงินค่าห้องชุด ผู้จะซื้อจะต้องนำไปชำระให้แกผู้จะขาย ณ ภูมิลำเนาของ ผู้จะขายที่ปรากฏในสัญญานี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาให้ถือเอาภูมิลำเนาที่ผู้จะขายได้แจ้งให้ทราบเป็น หนังสือเป็นที่ชำระ และผู้จะขายต้องออกหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้จะขายหรือผู้รับเงินให้แก่ผู้จะซื้อ
        4.4 ผู้จะขายรับรองว่าจะดำเนินโครงการอาคารชุดให้แล้วเสร็จ พร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ ในห้องชุดให้แก่ผู้จะซื้อภายในวันที่ ...... เดือน ..................... พ.ศ. ..........โดยผู้จะขายจะแจ้งกำหนดวัน จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้ผู้จะซื้อทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ผู้จะซื้อจะรับโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดต่อเมื่อผู้จะขายได้ก่อสร้างอาคารและห้องชุดถูกต้อง ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ในกรณีที่ผู้จะซื้อแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือว่าจะขอรับโอนกรรมสิทธิ์ก่อนเวลาที่ ผู้จะขายกำหนดตามวรรคแรก ผู้จะขายจะไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้จะซื้อภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งจากผู้จะซื้อ
        4.5 ในระหว่างที่สัญญานี้มีผลใช้บังคับ ผู้จะซื้อมีสิทธิโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้บุคคลอื่น โดยบอกกล่าวเป็นหนังสือแก่ผู้จะขาย โดยผู้จะขายตกลงจะไม่เรียกร้องค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้จะขายต้อง จัดให้ผู้รับโอนได้รับโอนไปซึ่งสิทธิและหน้าที่
 
ข้อ 5. การก่อสร้างอาคาร
        5.1 ลักษณะของห้องชุด วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างและประกอบเป็นห้องชุด ผู้จะขายจะต้องสร้างตามแบบแปลนและใช้วัสดุอุปกรณ์ตามชนิด ขนาด ประเภท และคุณภาพ ตามแผนผังแบบ แปลนและรายการประกอบแบบแปลนของห้องชุดที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องมีมาตรฐาน ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย
        5.2 ลักษณะ ยี่ห้อ ชนิด รุ่น คุณภาพ ขนาด สี ของวัสดุ ผิวพื้น ผิวผนัง ผิวเพดาน หลังคา สุขภัณฑ์ต่าง ๆ ประตู หน้าต่าง และอุปกรณ์ประกอบหน้าต่าง ตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ หากผู้จะขาย ไม่สามารถหาวัสดุตามที่กำหนดไว้จากท้องตลาดได้ ผู้จะขายจะจัดหาวัสดุที่มีคุณภาพดีกว่าหรือเทียบเท่ามาใช้ ทำการก่อสร้างแทน
        5.3 ในกรณีที่การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงโดยมิใช่ความผิดของผู้จะขาย ผู้จะซื้อยินยอม ให้ผู้จะขายขยายระยะเวลาก่อสร้างตามสัญญาออกไปได้แต่ไม่เกินระยะเวลาที่การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก โดยผู้จะขายต้องแจ้งเหตุดังกล่าว พร้อมพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้จะซื้อทราบภายในเจ็ดวันนับแต่เหตุนั้นได้ สิ้นสุดลง หากผู้จะขายไม่ได้ทำการแจ้งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้จะขายได้สละสิทธิ์การขยายเวลาทำการก่อสร้างออกไป ระยะเวลาที่ผู้จะขายขอขยายนั้น จะขอขยายเกินหนึ่งปีไม่ได้ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการซื้อห้องชุดโดยมีกำหนดใช้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะ
        5.4 ผู้จะขายเป็นผู้ดำเนินการติดตั้งมาตรวัดปริมาตร และปริมาณการใช้สาธารณูปโภค ทั้งในส่วนกลางและส่วนที่แยกต่อภายในห้องชุด สำหรับมาตรวัดในส่วนที่แยกต่อภายในห้องชุด ผู้จะขายจะเป็นผู้ดำเนินการขอติดตั้ง โดยผู้จะขายจะชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไปก่อน และเมื่อผู้จะขายได้โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ให้แก่ผู้จะซื้อ พร้อมทั้งได้โอนมาตรวัดให้เป็นชื่อของผู้จะซื้อแล้ว ผู้จะขายจึงจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจากผู้จะซื้อ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะไม่เกินจำนวนเงินที่ผู้จะขายได้จ่ายไปก่อนนั้น
 
ข้อ 6. ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ค่าภาษีเงินได้ ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าอากรแสตมป์ ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ผู้จะขายเป็นผู้จ่าย ส่วนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในห้องชุด ผู้จะซื้อและผู้จะขายออก ค่าใช้จ่ายคนละครึ่งหนึ่ง
 
ข้อ 7. เบี้ยปรับ ดอกเบี้ยผิดนัด และการบอกเลิกสัญญา
        7.1 หากผู้จะซื้อผิดนัดการชำระเงินตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4. ผู้จะซื้อยินยอมให้ผู้จะขาย เรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ ......... ต่อปี (ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี) ของจำนวนเงินที่ค้างชำระแต่รวมกัน แล้วต้องไม่เกินร้อยละสิบของราคาห้องชุดที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
        7.2 ในกรณีผู้จะซื้อผิดนัดชำระราคาที่ตกลงให้ชำระก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้จะขายมี สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนี้
                   7.2.1 ผิดนัดชำระราคาดังกล่าวในกรณีตกลงชำระกันงวดเดียว
                   7.2.2 ผิดนัดชำระราคาดังกล่าวสามงวดติดต่อกัน ในกรณีตกลงชำระกันตั้งแต่ ยี่สิบสี่งวดขึ้นไป
                   7.2.3 ผิดนัดชำระราคาในอัตราร้อยละสิบสองจุดห้าของจำนวนราคาดังกล่าว ในกรณีตกลงชำระกันน้อยกว่ายี่สิบสี่งวด ก่อนบอกเลิกสัญญา ผู้จะขายต้องมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งผู้จะซื้อให้นำเงินที่ค้างมาชำระ ภายในเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้จะซื้อได้รับหนังสือ และผู้จะซื้อละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตามหนังสือ บอกกล่าวนั้น
        7.3 หากผู้จะขายไม่โอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่ผู้จะซื้อภายในกำหนดเวลาตาม ข้อ 4 ผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อดำเนินการ ดังนี้
                 7.3.1 ให้ผู้จะซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยผู้จะขายยินยอมคืนเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระ ไปแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ...........ต่อปี (อัตราเดียวกันกับเบี้ยปรับที่ผู้จะขายกำหนดปรับกรณี ที่ผู้จะซื้อผิดนัดชำระหนี้ตามข้อ 7.1) และไม่เป็นการตัดสิทธิผู้จะซื้อที่จะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอย่างอื่น
                 7.3.2 ในกรณีที่ผู้จะซื้อไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 7.3.1 ผู้จะขาย ยินยอมให้ผู้จะซื้อปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ ............ (ไม่ต่ำกว่าร้อยละศูนย์จุดศูนย์หนึ่งของราคาห้องชุดที่ ได้ทำสัญญา จะซื้อจะขายแต่รวมกันแล้วไม่เกินร้อยละสิบ) แต่หากผู้จะซื้อได้ใช้สิทธิในการปรับครบร้อยละสิบของ ราคาห้องชุดแล้ว และผู้จะซื้อเห็นว่าผู้จะขายไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ให้ผู้จะซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
              7.3.3 ในกรณีผู้จะขายไม่สามารถดำเนินโครงการอาคารชุดต่อไปได้เนื่องจากเหตุ สุดวิสัย ผู้จะขายยินยอมคืนเงินที่ผู้จะซื้อได้ชำระไปแล้วทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ .........ต่อปี (โดยถือเอาอัตราดอกเบี้ยสูงสุดประเภทเงินฝากประจำของธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) นับแต่วันที่ได้รับ เงินจากผู้จะซื้อ) แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้จะซื้อที่จะเรียกค่าเสียหายอย่างอื่น แต่ถ้าผู้จะขายได้ใช้เงินดังกล่าว ไปเป็นจำนวนเท่าใด ผู้จะขายมีสิทธิหักเงินที่ใช้ไปออกจากดอกเบี้ยที่ต้องใช้คืนได้
 
ข้อ 8. ความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง
          8.1 ผู้จะขายต้องรับผิดเพื่อความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากความชำรุดบกพร่อง ของอาคารชุดหรือห้องชุด ในกรณีดังต่อไปนี้
                  8.1.1 กรณีที่เป็นโครงสร้างและอุปกรณ์อันเป็นส่วนประกอบอาคารที่เป็น อสังหาริมทรัพย์ ในระยะเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันจดทะเบียนอาคารชุด
                   8.1.2 กรณีส่วนควบอื่นนอกจากกรณีตามข้อ 8.1.1 ในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสอง ปีนับแต่วัน จดทะเบียนอาคารชุด
     8.2 ผู้จะขายต้องแก้ไขความชำรุดบกพร่องของอาคารชุดที่เกิดขึ้นภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้จะซื้อหรือนิติบุคคลอาคารชุด แล้วแต่กรณี ได้แจ้งเป็นหนังสือให้ทราบถึงความชำรุดบกพร่องนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ความชำรุดบกพร่องนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ผู้จะขายต้อง ดำเนินการแก้ไขในทันทีที่ได้รับแจ้ง หากผู้จะขายไม่ดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องดังกล่าวข้างต้นผู้จะซื้อ หรือนิติบุคคลอาคารชุดแล้วแต่กรณี มีสิทธิดำเนินการแก้ไขเองหรือจะให้บุคคลภายนอกแก้ไขให้ก็ได้ โดย ผู้จะขายยินยอมชดใช้ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแก้ไขความชำรุดบกพร่องดังกล่าว
 
ข้อ 9. คำบอกกล่าว การบอกกล่าวใด ๆ ตามสัญญานี้ต้องทำเป็นหนังสือและแจ้งไปยังคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ตามที่อยู่ข้างต้นหรือที่อยู่อื่นตามที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะได้แจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในกรณี ผู้จะขายเป็นผู้แจ้ง ให้แจ้งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และให้ถือว่าคู่สัญญาฝ่ายที่รับแจ้งได้รับทราบตั้งแต่ วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดย้ายที่อยู่ ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นหนังสือ
 
ข้อ 10. เอกสารแนบท้ายสัญญา คู่สัญญาตกลงให้ถือว่าเอกสารต่าง ๆ แนบท้ายสัญญาซึ่งคู่สัญญาได้ลงนามกำกับไว้ทุก ๆ หน้าดังต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วย
          10.1 สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (ในกรณีที่ผู้จะขายเป็นนิติบุคคล) และสำเนาหนังสือมอบอำนาจให้กระทำการแทนผู้จะขายจำนวน ........... แผ่น
            10.2 สำเนาโฉนดที่ดิน
         10.3 สำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) หรือสำเนาใบอนุญาตรับรองการก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคาร (แบบ อ.6) ตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
           10.4 แผนผังอาคารชุด และหลักฐานการจดทะเบียนอาคารชุด 10.5 รายละเอียดเกี่ยวกับห้องชุด ทรัพย์ส่วนบุคคล ทรัพย์ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความ สะดวก สื่อโฆษณาทั้งข้อความ และภาพโฆษณา ในกรณีที่ข้อความในเอกสารแนบท้ายสัญญาขัดหรือแย้งกับข้อความในสัญญานี้ ให้ใช้ ข้อความในสัญญานี้บังคับ
          สัญญานี้ทำขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน คู่สัญญาได้อ่านและเข้าใจข้อความ ในสัญญาโดยตลอดดีแล้ว จึงลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา(ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน และเก็บไว้ ฝ่ายละหนึ่งฉบับ

ลงชื่อ......................................ผู้จะขาย
(............................................)
ลงชื่อ......................................ผู้จำนอง
(............................................) 
ลงชื่อ......................................พยาน
(............................................)
ลงชื่อ.......................................พยาน

 
5. สัญญาโอนสิทธิ
 
สัญญาโอนสิทธิ
สัญญานี้ทำขึ้นที่ .............................………………………………เมื่อวันที่…………….................…
ระหว่าง…………………………………….……ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้โอน” ฝ่ายหนึ่ง
กับ………………………………………….........……อยู่บ้านเลขที่……………………………………
……………………………………..ซึ่งต่อไปในสัญญานี้จะเรียกว่า “ผู้รับโอน” อีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงทำสัญญาโอนสิทธิกันดังมีข้อความต่อไปนี้ 
  ข้อ 1. ผู้โอนเป็นผู้มีสิทธิในฐานะผู้จองสิทธิ………………………………………………......................
เลขที่…………………………………………..กับ……..................………………………………....................
ไว้เมื่อวันที่………………………….และผู้โอนตกลงโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนต่อไป 
ข้อ 2. ผู้รับโอนตกลงรับโอนสิทธิในข้อ 1. จากผู้โอน และตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้โอนตามสัญญานี้เป็นเงินจำนวน……………..….…..บาท (………………………………………..) โดยแบ่งชำระเป็นงวด ๆ ดังนี้ 
งวดที่หนึ่ง จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน……………………บาท (…………………………….)
ในวันทำสัญญานี้ 
งวดที่สอง จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน……………………บาท (…………………………….)
ในวันที่……………………………….
งวดที่สาม จ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน……………………บาท (…………………………….)
ในวันที่……………………………….
ข้อ 3. ในวันทำสัญญานี้ ผู้รับโอนได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้โอนไว้เป็นการจ่ายค่าตอบแทนโดยเช็คของธนาคาร…………………………….จำนวน………..ฉบับ เช็คเลขที่………………………...............................
ถึงเลขที่………………………ลงวันที่………………………………………และ…………………....................
จำนวนเงิน.…….…...................…..บาท (……………..……….)……………….บาท(……………………….)
…………………..บาท (………………………..) ตามลำดับ และผู้รับโอนตกลงว่าถ้าเช็คดังกล่าว ฉบับหนึ่งฉบับใดเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้แล้ว ผู้รับโอนย่อมเป็นฝ่ายผิดนัดผิดสัญญา 
ข้อ 4. ผู้โอนรับรองว่าจะทำการโอนสิทธิตามสัญญานี้ให้แก่ผู้รับโอนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ผู้โอนได้รับเงินค่าตอบแทนงวดที่สาม 
ข้อ 5. ผู้รับโอนเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากร ค่าโอนสิทธิตามสัญญาจองสิทธิการเช่าให้แก่.…………………………………...แต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นใด เพื่อการปฏิบัติตามสัญญานี้ 
ข้อ 6. ผู้รับโอนยินยอมให้ผู้โอนริบค่าตอบแทนงวดที่หนึ่ง หรือผู้โอนยินยอมคืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับให้แก่ผู้โอน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดนัดผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใด 
สัญญานี้ทำขึ้นไว้สองฉบับ ๆ ละสองหน้ามีข้อความถูกต้องตรงกัน ทั้งสองฝ่ายเข้าใจข้อความในสัญญานี้ดีตลอดแล้ว รับว่าถูกต้องตรงความประสงค์ทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยาน และต่างยึดถือไว้ฝ่ายละฉบับ 
 
 
ลงชื่อ……………………………….ผู้โอน
(………………………………….)
 
ลงชื่อ……………………………….ผู้รับโอน
(………………………………….)
 
ลงชื่อ……………………………….พยาน
(………………………………….)
 
ลงชื่อ……………………………….พยาน
(………………………………….)
 
 
6. สัญญาจ้างเขียนแบบก่อสร้างหรือตกแต่ง
 
สัญญาจ้างเขียนแบบก่อสร้างหรือตกแต่ง
(เหมาะสำหรับแปลนบ้านเรือน, ตึก, คฤหาสน์, ห้องแถว, ตึกแถว, แฟลต, อพ๊าทเม้นท์, ทาวเฮ้าส์, และอาคารที่ทำการ ฯลฯ)
สัญญาทำที่………………………………………………..
วันที่………….เดือน……………………พ.ศ. 25………..
สัญญานี้ทำขึ้นระหว่าง  ….……………………….…………………............………อายุ……………ปี
บัตรประจำตัว….……….............…………เลขที่….…………………ออกบัตรที่….……………………………
วันออกบัตร…………/………../………..วันหมดอายุบัตร………./…..…../………/ อาชีพ……….............……
ภูมิลำเนาอยู่เลขที….………............…………ถนน….…………………ตำบล….……………………………..
เขต/อำเภอ….…………………….…………………จังหวัด….………........…………เขตไปรษณีย์ที่………....
พักอยู่ที่….…………………….…………………ทำงานอยู่ที่….…...……………… โทร. ……………..............
ซึ่งในสัญญานี้เรียกว่า  “ผู้ว่าจ้าง” ฝ่ายหนึ่ง 
กับ….…………………….…………………….…………อายุ……………ปี ซึ่งเป็นสถาปนิก          ตามใบอนุญาตเลขที่….…………………ถือบัตรประจำตัวเลขที่….…………ออกบัตรที่….…………………ตำบล………...…........……………เขต/อำเภอ…….........………จังหวัด….……….....…………
เขตไปรษณีย์ที่….…………………ขณะนี้พักที่….………............ทำงานที่….…………………….……………ตำแหน่ง……….…………………โทร….………………ซึ่งในสัญญานี้เรียกว่า “ผู้รับจ้าง” อีกฝ่ายหนึ่ง            ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันทำสัญญาขึ้นเป็นสองฉบับมีข้อความถูกต้องตรงกัน   เพื่อยึดถือไว้เป็นหลักฐานฝ่ายละฉบับ   ตามข้อตกลงดังใจความต่อไปนี้
(1)  ผู้ว่าจ้าง ขอว่าจ้างให้ผู้รับจ้างเป็นผู้ออกแบบเขียนแปลนเพื่อใช้ในการก่อสร้าง………............……
….…………………ซึ่งจะทำการสร้างขึ้น ณ บริเวณที่ ….…………………มีขนาดเนื้อที่ทำการก่อสร้าง ….…………………ตารางเมตร   ตามรูปแบบแผนผังหรือแผนที่ด้านหลังของสัญญานี้ ซึ่งสถานที่สำหรับก่อสร้างดังกล่าวนี้ อยู่ที่ถนน….…………………ตำบล….…………………เขต/อำเภอ….…….......................
(2)  แบบก่อสร้างดังกล่าวจะต้องมีขนาดกว้าง….…………เมตร ยาว……………เมตร และสูง ทั้งสิ้น………….เมตร โดยไม่นับส่วนสูงที่เลยจากฝ่าของเพดานชั้นบนสุด   แบ่งออกเป็น ……..ชั้น   ทุกชั้นมีขนาดความกว้างยาวและสูงเท่ากับชั้นล่างสุดซึ่งสูง….……….........………เมตร รวมทั้งสิ้นมี…............…ห้อง
คิดเป็นเนื้อที่ภายในห้องทั้งหมด ……………ลูกบาศก์เมตร   โดยผู้ออกแบบจะต้องระบุขนาดและชนิดหรือคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง   ณ จุดต่าง ๆ ให้ละเอียดและเหมาะกับขนาดของแบบที่ว่าจ้างให้เขียนนั้นให้เหมาะสมที่สุด ทั้งจะต้องคำนึงถึงความสว่างภายในอาคารและทิศทางความร้อนจากแสงอาทิตย์หรือแสงแดด    ทิศทางของกระแสลมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพายุลมร้อน-หนาว   หรือพายุใต้ฝุ่น และพายุฝนด้วย
(3) ผู้รับจ้างตกลงที่จะเขียนแบบแปลนการก่อสร้างหรือตกแต่ง……................………………………..
ดังกล่าวข้างต้นให้แล้วเสร็จภายใน……….วันนับจากวันทำสัญญานี้   หากไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ผู้รับจ้างยินดีให้ปรับเป็นจำนวน…………บาท ต่อวันจนกว่าจะส่งมอบงานเขียนแบบที่สมบูรณ์นี้ได้และถ้าไม่สามารถส่งแบบที่จ้างให้เขียนได้ภายในกำหนด…………..วัน   ยินยอมให้ผู้ว่าจ้างเลิกสัญญาได้ทันที
(4)  ผู้ว่าจ้างตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างในการเขียนแบบแปลนดังกล่าวให้แก่ผู้รับจ้างในวันที่ได้รับมอบแบบแปลนทันทีในจำนวนเงิน….…………………บาท (….…………………….………………..……)
(5) ….…………………….…………………….…………………….…………………………..
ทุกฝ่ายในสัญญานี้ได้อ่านและเข้าใจข้อความทั้งหมดนี้ดีแล้ว  จึงลงชื่อเป็นหลักฐานต่อหน้ากันและต่อหน้าพยานทุกคนด้วย
 
ลงชื่อ………………………………….ผู้ว่าจ้าง         ลงชื่อ……………………………………..พยาน
                 (………………………………….)    (……………………………………..)
 
ลงชื่อ………………………………….ผู้รับจ้าง        ลงชื่อ……………………………………..พยาน/
                 (………………………………….)   (……………………………………..)เขียน/พิมพ์

การทำเหมือง

หลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับการทำเหมือง

การขอประทานบัตรและการทำเหมืองนั้นจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทั่วไปที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ดังนี้

การทำเหมืองต้องได้รับประทานบัตร

“มาตรา 52  ห้ามมิให้ผู้ใดทำเหมืองในที่ใด ไม่ว่าที่ซึ่งทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิของบุคคลใดหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับประทานบัตร”

ข้อห้ามนี้คล้ายกับเรื่องสำรวจแร่ที่ไม่มีอาชญาบัตร คือ แม้ว่าบุคคลใดจะเป็นเจ้าของที่ดิน บุคคลนั้นก็ไม่อาจทำเหมืองแร่ในที่ดินของตนเองได้ เพราะแร่นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กล่าวว่าแร่เป็นของรัฐโดยตรงก็ตาม การทำเหมืองโดยไม่ได้รับประทานบัตรจะได้รับโทษทางอาญา ตามมาตรา 159 คือ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 52 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือว่าเป็นโทษปรับที่รุนแรง

ส่วนการ "ทำหมือง" มีลักษณะอย่างไรนั้น มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560  หมายถึง การกระทำแก่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นที่บกหรือที่น้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด แต่ไม่รวมถึงการขุดหาแร่รายย่อยและการร่อนแร่  จากข้อความดังกล่าว การทำเหมืองในทางกฎหมายจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้ได้แร่ ซึ่งเหมือนจะเปิดวิธีการทำเหมืองอย่างกว้างขวาง แต่เมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดแล้ว วิธีการทำเหมืองนั้นจะต้องเป็นวิธีการที่รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด ดังนั้น หากบุคคลดได้ขุดหาแร่แต่ใช้วิธีการที่รัฐมนตรีไม่ได้กำหนดไว้ การกระทำของบุคคลนั้นไม่ถือว่าเป็นการทำเหมืองตามกฎหมาย บริเวณที่จะทำเหมืองได้นั้นอาจเป็นพื้นดินหรือพื้นน้ำซึ่งอาจจะเป็นแหล่งน้ำจืดในแผ่นดินหรือในทะเลก็ได้

การขอประทานบัตร

หลักเกณฑ์ทั่วไปและคุณสมบัติผู้ขอประทานบัตร

เนื่องจากผู้ที่ประสงค์จะทำเหมือง ต้องได้รับประทานบัตรและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 52  แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 จึงบัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดทำเหมืองในที่ใด ไม่ว่าที่ซึ่งทำเหมืองนั้นจะเป็นสิทธิของบุคคลใดหรือไม่ เว้นแต่จะได้รับประทานบัตร" 

ประทานบัตรให้ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ถือประทานบัตร และให้คุ้มถึงลูกจ้างของผู้ถือประทานบัตรด้วย 

การขอและการออกประทานบัตร และคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง 

กฎกระทรวงตามวรรคสามต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา ๑๙ โดยต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ความเหมาะสมของเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำเหมือง ความเหมาะสมของมาตรการป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมทั้งการพิจารณาแผนการฟื้นฟู การพัฒนา การใช้ประโยชน์ และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนให้สอดคล้องกับที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ”

เมื่อได้ออกประทานบัตรแล้ว ผู้ถือประทานบัตรไม่จำต้องทำเหมืองด้วยตนเองโดยตรง แต่สามารถจ้างบุคคลอื่นมาเป็นลูกจ้างทำเหมืองแทนตนได้   

ซึ่งคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้อื่นคำขอประทานบัตรนั้น ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนด โดยขณะนี้ได้มีการจัดทำร่างกฎกระทรวงที่กำหนดคุณสมบัติของผู้ถือประทานบัตรซึ่งใช้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ยื่นคำขออาชญาบัตรสำรวจแร่ อาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่และอาชญาบัตรพิเศษ

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวนโยบายว่า ผู้ที่จะยื่นคำขอประทานบัตรจะต้องไม่ถูกครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว ขณะนี้จึงได้มีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการทำเหมืองแร่โดยคนต่างด้าว และการห้ามยื่นคำขอรับใบอนุญาตเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น พ.ศ. 2560

การยื่นคำขอประทานบัตรและเอกสารแนบ

สำหรับวิธีการยื่นคำขอประทานบัตรและเอกสารหลักฐานที่ต้องแนบไปด้วยนั้น มาตรา 54 บัญญัติไว้ดังต่อไปนี้

“ผู้ใดประสงค์จะขอประทานบัตร ให้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่

ผู้ยื่นคำขอประทานบัตรต้องส่งเอกสารหรือหลักฐานดังต่อไปนี้พร้อมคำขอ

(1) หลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าพบแร่ชนิดที่ประสงค์จะเปิดการทำเหมืองอยู่ในเขตคำขอตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

(2) แผนการฟื้นฟู การพัฒนา การใช้ประโยชน์ และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระหว่างที่มีการทำเหมืองและหลังจากปิดเหมือง

(3) ข้อเสนอผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

(4) เอกสารหรือหลักฐานที่แสดงว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตพื้นที่ที่ยื่นคำขอยินยอมให้ผู้ยื่นคำขอทำเหมืองในเขตคำขอนั้นได้ และในกรณีพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐให้ยื่นหลักฐานการอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์เพื่อการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวจากหน่วยงานของรัฐก่อนการพิจารณาอนุญาต

(5) เอกสารหรือหลักฐานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา 52

การกำหนดหลักเกณฑ์การเสนอผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐตามวรรคสอง (3) ให้กำหนดวิธีการในการจัดสรรผลประโยชน์พิเศษที่จะแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันเป็นที่ตั้งของเขตพื้นที่การทำเหมือง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีเขตติดต่อกับเขตพื้นที่การทำเหมืองซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองด้วย
ผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐตามวรรคสอง (3) ให้ใช้ในการสำรวจหรือศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแร่ หรือเพื่อใช้ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม”

จากข้อความในมาตรา 54 การยื่นคำขอประทานบัตรต้องยื่นต่อเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำขอประทานบัตรประเภทใดก็ตาม พร้อมทั้งเอกสารและหลักฐานที่บทบัญญัติกำหนดไว้

ที่ดินที่จะขอออกโฉนดที่ดินได้ มีดังนี้
    1. เป็นที่ดินที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์แล้ว
    2. ต้องไม่เป็นที่ดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ ที่ชายตลิ่ง
    3. ต้องไม่เป็นที่เขา ที่ภูเขา หรือที่สงวนหวงห้าม หรือที่ดินที่ทางราชการเห็นว่าควรสงวนไว้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติ
    4. ต้องเป็นที่ดินที่ได้มีระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินแล้ว
 

การขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เฉพาะราย 

หลักฐานประกอบการขอออกโฉนดที่ดิน
  • บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล (ถ้ามี)
  • แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)
  • ใบรับแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน
  • ใบจองหรือใบเหยียบย่ำ หรือตราจอง
  • หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก.,น.ส.3 ข) หรือใบสำคัญแสดงการนำที่ดินขึ้นทะเบียน (แบบหมายเลข 3)
  • ใบไต่สวนหรือใบนำ
  • หนังสือแสดงการทำประโยชน์ ในกรณีที่ได้รับการจัดที่ดินในนิคมสร้างตนเองหรือสหกรณ์นิคม (น.ค.3 หรือ กสน.5)
  • หลักฐานการเสียภาษีที่ดิน หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานประกอบการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
  • บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล (ถ้ามี)
  • แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)
  • ใบรับแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน
  • ใบจองหรือใบเหยียบย่ำ หรือตราจอง
  • หนังสือแสดงการทำประโยชน์ ในกรณีที่ได้รับการจัดที่ดินในนิคมสร้างตนเองหรือสหกรณ์นิคม (น.ค.3 หรือ กสน.5)
  • หลักฐานการเสียภาษีที่ดินหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
 
ขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
1. รับบัตรคิวจากประชาสัมพันธ์
2. ชี้ระวางแผนที่
3. รับคำขอ สอบสวน ชำระเงินค่าธรรมเนียม
4. ฝ่ายรังวัดดำเนินการ นัดทำการรังวัด กำหนดตัวช่างรังวัด
5. ค้นหารายชื่อเจ้าของที่ดินข้างเคียง และพิมพ์หมายข้างเคียง
6. รับหมายแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียง วางเงินมัดจำรังวัดรับหลักเขตที่ดิน
7. ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัด พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ที่ดิน
8. คำนวณเนื้อที่ และเขียนรูปแผนที่โฉนดที่ดิน
9. เจ้าพนักงานที่ดินประกาศการแจกโฉนดที่ดิน 30 วัน
10. ประกาศแจกที่ดินให้ปิดในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอท้องที่ ที่ทำการแขวงหรือที่ทำการกำนันท้องที่และในบริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ สำนักงานเทศบาลอีกหนึ่งฉบับ
11. เสนอเรื่องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครอง
หรือกรณีเนื้อที่เกิน 50 ไร่ ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
12. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ตรวจสอบกรณีที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้
13. ประสานงานกับ ส.ป.ก.หรือผู้ปกครองนิคมฯ กรณีที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ นิคมสร้างตนเอง หรือสหกรณ์นิคม
14. เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอและแจ้งเจ้าของที่ดินมารับโฉนดที่ดิน
15. แจกโฉนดที่ดินให้ผู้ขอ


ขั้นตอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก., น.ส.3 ข)
1. เจ้าของที่ดินนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ไปยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
2. ชี้ตำแหน่งในระวางรูปถ่ายทางอากาศ ( ร.ว.10 ก ) พร้อมลงนามรับรอง
3. ให้ถ้อยคำในการนัดรังวัด เพื่อ
       - กำหนดวันทำการพิสูจน์
       - กำหนดเงินค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม
       - กำหนดสถานที่นัดพบ
4. รับเจ้าหน้าที่ไปทำการพิสูจน์ตรวจสอบและปักหลัก จนเสร็จการ
5. ลงนามในเอกสารต่าง ๆ
6. รอรับหนังสือแจ้งให้ไปรับประกาศไปปิดประกาศ และนำหางประกาศมาคืนเจ้าหน้าที่
7. รอรับหนังสือแจ้งให้ไปรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์
 

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ค่าธรรมเนียม
  • ค่าคำขอแปลงละ  5 บาท
  • ค่าประกาศแปลงละ 10 บาท
  • ค่าธรรมเนียมรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดินแปลงละ 40 บาท
  • ค่าธรรมเนียมการพิสูจน์สอบสวนเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แปลงละ 30 บาท
  • ค่าหลักเขตที่ดิน หลักละ 15 บาท
  • ค่าธรรมเนียมออกโฉนดที่ดิน ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 50 บาท ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกินไร่ แปลงละ 2 บาท เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่
  • ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 30 บาท ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกินไร่ แปลงละ 2 บาท เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่  
ค่าใช้จ่าย
     - ค่าพาหนะเดินทางให้แก่เจ้าพนักงาน พนักงานเจ้าหน้าที่และคนงาน ให้จ่ายเท่าที่จำเป็น และใช้จ่ายไปจริง
     - ค่าเบี้ยเลี้ยง ให้แก่เจ้าพนักงาน พนักงานเจ้าหน้าที่และค่าจ้างคนงาน ให้จ่ายเท่าที่จำเป็นตามระเบียบของทางราชการ เท่าอัตราของทางราชการ
     - ค่าป่วยการให้แก่พนักงานผู้ปกครองท้องที่หรือผู้แทนที่ไปในการรังวัดคนหนึ่งวันละ 50 บาท
     - ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท​
 

 

 
 การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินและอสังหาริมทรัพย์
          การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เป็นไปตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 71 ถึง มาตรา 83 โดยนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมาขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสำนักงานที่ดินสาขาที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่

ประเภทของการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
            การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
            (1) การจดทะเบียนสิทธิ
            (2) การจดทะเบียนนิติกรรม
       การจดทะเบียนสิทธิ เป็นการจดทะเบียนตามคำขอฝ่ายเดียว เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายที่เรียกว่า นิติเหตุ เช่น การได้มาโดยทางมรดก ตามมาตรา 1399 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การได้มาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การได้มาซึ่งภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 แห่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น 
       การจดทะเบียนนิติกรรม เป็นการจดทะเบียนตามคำขอสองฝ่าย คือ ต้องมีคู่กรณีหรือคู่สัญญา เป็นการเสนอสนองต้องกัน นิติกรรมจึงจะเกิดขึ้น เช่น การซื้อขาย ให้ แลกเปลี่ยน ฯลฯ การจดทะเบียนทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เว้นแต่ที่มีบทบัญญัติของกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษว่า ให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวได้ เช่น การไถ่ถอนจากจำนอง หรือไถ่ถอนจากการขายฝาก ตามมาตรา 80 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เมื่อผู้รับจำนองหรือผู้รับซื้อฝากได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าได้มีการไถ่ถอนจากจำนอง หรือไถ่ถอนจากการขายฝาก ตามมาตรา 80 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กล่าวคือ เมื่อผู้รับจำนอง หรือผู้รับซื้อฝากได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือว่าได้มีการไถ่ถอนแล้ว ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนมายื่นคำขอจดทะเบียนฝ่ายเดียวได้ นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียนสิทธิประเภทการจดทะเบียนโอนมรดก ตามมาตรา 81 และมาตรา 82 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครอง ตามมาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การจดทะเบียนโอนตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล เป็นต้น
             การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ถ้าผู้ขอจดทะเบียนไม่ไปยื่นคำขอด้วยตนเองจะตั้งตัวแทนตามมาตรา 77 แห่งประมวลกฎหมายและพาณิชย์ก็ได้ ในทางปฏิบัติส่วนมาก การตั้งตัวแทนจะทำในรูปหนังสือมอบอำนาจ กล่าวคือ เป็นการเสนอตั้งตัวแทนยังไม่เป็นสัญญาตัวแทน ต่อเมื่อผู้รับมอบอำนาจนำหนังสือมอบอำนาจไปขอจดทะบียนสิทธิและนิติกรรมแทนผู้มอบอำนาจ สัญญาตัวแทนจึงเกิดขึ้น
 
​​​​​​​​​​
ประเภทของการจดทะเบียน
1. ขาย
  • ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
  • ​ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เศษของหนึ่งบาทให้คิดเป็นหนึ่งบาท
  • ค่าอากรแสตมป์ คิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์หรือราคาซื้อขาย แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า โดยทุก 200 บาทหรือเศษของ 200 บาท เสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยดูรายละเอียดในเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ)​
  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยดูรายละเอียดในเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
 2. ให้
  • ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เว้นแต่เป็นการให้ระหว่างผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือระหว่างคู่สมรส ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เศษของหนึ่งบาทให้คิดเป็นหนึ่งบาท
  • ค่าอากรแสตมป์ เสียเหมือนเรื่องขาย
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยดูรายละเอียดในเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะ)​
  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย โดยดูรายละเอียดในเรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
หมายเหตุ วิธีการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เหมือนเรื่องขาย
3. มรดก
  • ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เว้นแต่เป็นการโอนมรดก ระหว่าง ผู้บุพการีกับผู้สืบสันดาน หรือระหว่างคู่สมรส ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมินทุนทรัพย์
  • ค่าอากรแสตมป์ ไม่เสีย
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่เสีย
  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่เสีย
4. จำนองหรือบุริมสิทธิ
  • ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ร้อยละ 1 ของวงเงินจำนองหรือบุริมสิทธิ แต่อย่างสูงไม่เกิน 200,000 บาท ถ้าเป็นการจำนอง หรือบุริมสิทธิสำหรับการให้สินเชื่อเพื่อการเกษตรของสถาบันการเงินที่รัฐมนตรีกำหนด ร้อยละ 0.5 แต่อย่างสูงไม่เกิน 100,000 บาท
  • ค่าอากรแสตมป์ กรณีการจำนองเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ตราสารกู้ยืมเงิน หรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000  บาท เสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท แต่ไม่เกิน 10,000 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะตราสาร 5
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่เสีย
  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่เสีย
5. เช่า
  • ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ร้อยละ 1 จากจำนวนเงินค่าเช่าตลอดระยะเวลาการเช่า หากมีเงินกินเปล่าให้รวมเงินดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมด้วย
  • ค่าอากรแสตมป์การเช่า คิดจากค่าเช่าตลอดเวลาที่เช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสองอย่างรวมกันตลอดอายุการเช่า ทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000  บาท เสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะแห่งตราสาร 1
  • ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่เสีย
  • ค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่เสีย
 
การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น ได้แก่                                                                                       
​1. การจดทะเบียนแลกเปลี่ยน
2. การจดทะเบียนประเภทโอนชำระค่าหุ้น
3. การจดทะเบียนโอนให้ตัวการ
4. การจดทะเบียนในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่มีการห้ามโอนที่ดินที่ผู้มีสิทธิในที่ดินได้รับมา 
    ตามกฎหมาย
5. การจดทะเบียนลงชื่อคู่สมรส
6. การจดทะเบียนแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส
7. การจดทะเบียนแบ่งคืนทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น
8. การจดทะเบียนโอนตามกฎหมาย
9. การจดทะเบียนโอนตามคำสั่งศาล
10. การจดทะเบียนโอนจากสุขาภิบาลเป็นของเทศบาล
11. การจดทะเบียนโอนเป็นที่สาธารณประโยชน์และแบ่งหักเป็นที่สาธารณประโยนชน์
12. การจดทะเบียนเวนคืน
13. การจดทะเบียนผู้ปกครองทรัพย์
14. การจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367
15. การจดทะเบียนได้มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
16. การจดทะเบียนประเภทสอบเขต แบ่งแยก และรวมโฉนด