คดีแพ่ง
คดีแพ่ง คือ คดีที่มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลตามกฎหมายแพ่ง เช่น การฟ้องให้ผู้กู้ชำระเงินตามสัญญากู้ หรือการฟ้องเรียกให้ผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหาย เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการฟ้องเพื่อมุ่งให้จำเลยชำระเงิน มิใช่มุ่งที่จะให้จำเลยต้องถูกลงโทษ เช่น จำคุกดังเช่นคดีอาญา
คดีแพ่ง นอกจากจะเป็นเรื่องพิพาทกันดังกล่าวแล้ว อาจเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลเพื่อรับรองคุ้มครองสิทธิของตน เช่น การร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งถือเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท
สิทธิในการฟ้องคดีแพ่ง
บุคคลที่มีสิทธินำคดีแพ่งขึ้นฟ้องร้องต่อศาล จะต้องมีเหตุตามกฎหมายกำหนดไว้ 2 ประการ คือ
1. มีการโต้แย้งสิทธิ หรือ
2. มีความจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาล
-
การโต้แย้งสิทธิ หมายถึง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กระทบกระเทือนหรือละเมิดต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายของบุคคลอื่น สิทธินี้มิได้หมายถึงสิทธิในทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงสิทธิอื่นๆ ด้วย เช่น สิทธิในชีวิตร่างกาย สิทธิในครอบครัว หรือสิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง
-
การต้องใช้สิทธิทางศาล หมายถึง กรณีที่กฎหมายกำหนดให้การกระทำบางอย่างต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับการรับรองจากศาลก่อน เช่น การขอเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย การขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ การขอทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ การขอให้ศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ เสมือนไร้ความสามารถ หรือสาบสูญ หรือการขอให้แสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นต้น กรณีเช่นนี้ ผู้ขอไม่ต้องฟ้องใครเป็นจำเลย เพียงแต่ยื่นคำร้องขอต่อศาลเท่านั้นและศาลจะนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง จึงเรียกว่าเป็น "คดีที่ไม่มีข้อพิพาท" ส่วนคดีที่มีการโต้แย้งสิทธิและต้องฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลยนั้นเรียกว่า"คดีมีข้อพิพาท"
คดีแพ่งที่พิพาทกันในศาล ได้แก่
- คดีเกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญา
- คดีเกี่ยวกับทรัพย์
- คดีละเมิด
- คดีผิดสัญญาซื้อขาย
- คดีผิดสัญญาเช่าทรัพย์
- คดีผิดสัญญาเช่าซื้อ
- คดีจ้างแรงงาน
- คดีจ้างทำของ
- คดีกู้ยืมเงิน
- คดีจำนอง
- คดีครอบครัวและมรดก

คดีอาญา
คือ คดีที่เกี่ยวกับความผิดและมีโทษซึ่งกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆที่มีโทษทางอาญา ซึ่งโทษทางอาญามีอยู่ 5 ประการคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
โดยคดีอาญาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
(1) คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้หรือคดีอาญาแผ่นดิน เช่น คดีลักทรัพย์ คดีฉ้อโกงประชาชน เป็นต้น
(2) คดีอาญาที่ยอมความได้หรือคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เช่น คดียักยอกทรัพย์ คดีฉ้อโกง เป็นต้น
การฟ้องร้องคดีอาญา เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้นจะมี 2 กรณี คือ
-
แจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน
-
จ้างทนายความฟ้องร้องที่ศาล
กรณีแรก : เมื่อมีการทำความผิดเกิดขึ้น จะมีการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และเมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำและจัดทำสำนวนเสร็จแล้ว จะมีความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ และมีการเสนอสำนวนไปยังพนักงานอัยการ เมื่อพนักงานอัยการตรวจดูสำนวนแล้ว ถ้ามีความเห็นควรสั่งฟ้อง ก็จะดำเนินการฟ้องคดีอาญาต่อศาลเพื่อให้จำเลยได้รับโทษต่อไป
กรณีที่สอง: เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ผู้เสียหายจะจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องคดีต่อศาล โดยจะมีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ก็ได้ หรือกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่าคดีจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในชั้นตำรวจเนื่องจากผู้กระทำความผิดมีการวิ่งเต้น หรือมีอิทธิพล หรืออาจเป็นคดีเล็กน้อย เช่น คดีเช็ค ซึ่งถ้าแจ้งความแล้วจะล่าช้ากว่าการจ้างทนายความฟ้องร้องคดีเอง
ข้อหาหรือฐานความผิดในคดีอาญา ได้แก่
- ข้อหาหมิ่นประมาท
- ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
- ข้อหาปลอมแปลเอกสาร
- ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค
- ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
- ข้อหาบุกรุก
- ข้อหาขับรถโดยประมาท
- ข้อหาหลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์
- ข้อหายักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์
- ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ รับของโจร
- ข้อหาทำร้ายร่างกาย ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส
- ข้อหาฆ่าคนตาโดยเจตนา โดยไม่เจตนา ฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่า
- ข้อหาพรากผู้เยาว์ และ ข่มขืนกระทำชำเรา
- ข้อหาฟ้องเท็จ ให้การเท็จ
- ข้อหายาเสพติด
- ข้อหาความที่มีความผิดและมีโทษทางอาญต่างๆ

คดีมรดกและพินัยกรรม
คดีมรดก หมายถึง คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในการรับมรดกด้วยกันตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม หรือคดีที่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกถูกฟ้องในฐานะทายาทให้รับผิดในหนี้สินของผู้ตาย โดยคดีมรดกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) คดีมรดกที่มีพินัยกรรมถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด
2) คดีมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม ซึ่งกรณีที่ไม่มีพินัยกรรมหรือในกรณีที่พินัยกรรมทำไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย
พินัยกรรม คือ หนังสือที่เจ้าของมรดกได้ทำขึ้นไว้เพื่อแสดงเจตนาว่าเมื่อตนตายไปแล้วต้องการให้ทรัพย์สินต่างๆตกเป็นของใคร หรือตั้งให้ใครเป็นผู้จัดการมรดก โดยพินัยกรรมจะมีผลก็ต่อเมื่อเจ้าของมรดกได้ตายไปแล้ว ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดให้พินัยกรรมต้องทำตามแบบ หากไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดพินัยกรรมนั้นจะตกเป็นโมฆะ
กฎหมายกำหนดแบบของพินัยกรรมไว้ 5 แบบ ดังนี้
1. พินัยกรรมแบบธรรมดา2. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
3. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
4. พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
5. พินัยกรรมแบบที่ทำด้วยวาจา

คดีแรงงาน
คดีแรงงาน เป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งและคดีอาญาโดยทั่วไป เพราะเป็น ข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเกี่ยวกับสิทธิของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ การดำเนินคดีจะเป็นไปโดยสะดวก ประหยัด รวดเร็ว เสมอภาคและเป็นธรรมเพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความและสามารถกลับไปทำงานร่วมกันโดยไม่เกิดความรู้สึกเป็นอริต่อกัน
ลักษณะพิเศษของการดำเนินคดีแรงงาน
ขั้นตอนในการดำเนินคดี
- การดำเนินคดีแรงงาน โจทก์และจำเลยไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าการฟ้อง การส่งหมาย การสืบพยาน หรือการบังคับคดี โดยเฉพาะการสืบพยานที่ศาลแรงงานเรียกมา ศาลจะเป็น ผู้จ่ายค่าป่วยการ ค่าพาหนะ และค่าเช่าที่พักให้แก่พยานเอง
- การพิจารณาคดีแรงงาน ศาลจะกระทำด้วยความรวดเร็ว ฉะนั้นโจทก์และจำเลยจึงควรเตรียม พยานหลักฐาน(ถ้ามี) ให้พร้อมไว้และควรไปศาลตามกำหนดนัดทุกครั้ง เพื่อให้ศาลพิจารณาได้ทันที
- การดำเนินคดีในศาลแรงงานนั้น ศาลจะพยายามไกล่เกลี่ยให้โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีความเข้าใจอันดีกันต่อไป โดยไม่มีฝ่ายใดได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะ โจทก์และจำเลยจึงควรเข้าใจ และให้ความร่วมมือกับวิธีการของศาลเช่นว่านี้ โดยละเสียซึ่งทิฐิมานะและพร้อมที่จะรับข้อเสนอที่สมควรของอีกฝ่ายหนึ่งหรือของศาลได้ตลอดเวลา
- นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายหรือผู้กระทำการแทน หากประสงค์จะเป็นโจทก์ฟ้องคดีก็อาจยื่นฟ้องโดยทำเป็นหนังสือหรือมาแถลงข้อหาด้วยวาจาต่อหน้าศาล
- เมื่อศาลได้รับฟ้องไว้แล้ว จะกำหนดวันพิจารณา ออกหมายเรียกจำเลย และนัดโจทก์ให้มาศาลในวันดังกล่าว
- เมื่อจำเลยได้รับฟ้องไว้แล้ว จะยื่นคำให้การก่อนวันนัดพิจารณาหรือไปให้การในวันนัดทีเดียวก็ได้
- ในวันนัดพิจารณา ทั้งสองฝ่ายต้องมาศาล ถ้าโจทก์ไม่มาศาลจะจำหน่ายคดี แต่ถ้าจำเลยไม่มา ศาลจะพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว ในกรณีที่โจทก์และจำเลยมาพร้อมกัน ศาลจะพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อให้โจทก์และจำเลยได้ตกลงกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็จะกำหนดว่ามีประเด็นข้อพิพาทอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งกำหนดให้โจทก์และจำเลยนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริง ต่อไป
- เมื่อสืบพยานเสร็จแล้ว โจทก์และจำเลยอาจแถลงการณ์ด้วยวาจาเพื่อให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งได้นำสืบหรืออ้างอิงมา ศาลจะทำคำพิพากษาแล้วอ่านคำพิพากษานั้นโดยเร็ว ทั้งนี้ ภายในสามวันนับแต่วันสืบพยานเสร็จ

คดีเยาวชนและครอบครัว
คดีเยาวชนและครอบครัว หมายความว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งจะเกี่ยวกับเยาวชน คือ บุคคลอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ และเกี่ยวกับครอบครัว คือ คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาลหรือกระทำการใดๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว ซึ่งจะต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว
ตัวอย่างเกี่ยวกับคดีครอบครัว เช่น
4.) คดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
5.) คดีเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ระหว่างบิดามารดากับบุตร
6.) คดีเกี่ยวกับการเป็นผู้ปกครองและผู้อยู่ในปกครอง
7.) คดีเกี่ยวกับบุตรบุญธรรม
8.) คดีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู

คดีล้มละลาย
คดีล้มละลาย คือ คดีที่เกิดจากการที่บุคคลมีหนี้สินมากเสียจนไม่สามารถชำระหนี้ได้และเพื่อหาวิธีการที่ทำให้บุคคลดังกล่าวหลุดพ้นจากหนี้นั้น วัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายจึงมี 2 ประการ
ประการแรก คือ การทำให้เจ้าหนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในการจัดสรรแบ่งปันทรัพย์สินของลูกหนี้
ประการที่สอง คือ การทำให้ลูกหนี้ที่สุจริตได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
การขอให้ล้มละลายและการสั่งพิทักษ์ทรัพย์
เมื่อลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอาจถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายได้ ถ้าลูกหนี้นั้นมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรหรือประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรไม่ว่าด้วยตนเอง หรือ โดยตัวแทนในขณะที่มีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย หรือ ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนนั้น
เหตุที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
1.) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินหรือสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์แห่งเจ้าหนี้ทั้งหลายของตน ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
2.) ถ้าลูกหนี้โอนหรือส่งมอบทรัพย์สินของตนไปโดยการแสดงเจตนาลวงหรือโดยการฉ้อฉลไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
3.) ถ้าลูกหนี้โอนทรัพย์สินของตนหรือก่อให้เกิดทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเหนือทรัพย์สินนั้น ซึ่งถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะต้องถือว่าเป็นการให้เปรียบ ไม่ว่าได้กระทำการนั้นในหรือนอกราชอาณาจักร
4.) ถ้าลูกหนี้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ เพื่อประวิงการชำระหนี้หรือมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้
ก. ออกไปเสียนอกราชอาณาจักร หรือได้ออกไปก่อนแล้วและคงอยู่นอกราชอาณาจักร
ข. ไปเสียจากเคหะสถานที่เคยอยู่ หรือซ่อนตัวอยู่ในเคหะสถานหรือหลบไป หรือวิธีอื่น หรือปิดสถานที่ประกอบธุรกิจ
ค. ยักย้ายทรัพย์ไปให้พ้นอำนาจศาล
ง. ยอมตนให้ต้องคำพิพากษาซึ่งบังคับให้ชำระเงินซึ่งตนไม่ควรต้องชำระ
5.) ถ้าลูกหนี้ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี หรือไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้
6.) ถ้าลูกหนี้แถลงต่อศาลในคดีใด ๆ ว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
7.) ถ้าลูกหนี้แจ้งให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดของตนทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
8.) ถ้าลูกหนี้เสนอคำขอประนอมหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่สองคนขึ้นไป
9.) ถ้าลูกหนี้ได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้ให้ชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าสามสิบวันและลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ
1.) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
2.) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท และ
3.) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม

คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายถึง คดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ดังต่อไปนี้
(1) คดีอาญาเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร
(2) คดีอาญาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ถึงมาตรา 275
(3) คดีแพ่งเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และคดีพิพาทตามสัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ
(4) คดีแพ่งอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ถึงมาตรา 275
(5) คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า หรือตราสารการเงินระหว่างประเทศ หรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
(6) คดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมตาม (5) การส่งเงินเข้ามาในราชอาณาจักรหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ทรัสต์รีซีท รวมทั้งการประกันเกี่ยวกับกิจการดังกล่าว
(7) คดีแพ่งเกี่ยวกับการกักเรือ
(8) คดีแพ่งเกี่ยวกับการทุ่มตลาด และการอุดหนุนสินค้าหรือการให้บริการจากต่างประเทศ
(9) คดีแพ่งหรือคดีอาญาที่เกี่ยวกับข้อพิพาทในการออกแบบวงจรรวม การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ชื่อทางการค้า ชื่อทางภูมิศาสตร์ที่แสดงถึงแหล่งกำเนิดของสินค้า ความลับทางการค้า และการคุ้มครองพันธุ์พืช
(10) คดีแพ่งหรือคดีอาญาที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
(11) คดีแพ่งเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทตาม (3) ถึง (10)

การสืบทรัพย์และบังคับคดี
การสืบทรัพย์และบังคับคดี คือ การบังคับชำระหน้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งโดยปกติแล้ว แม้ศาลจะทำการพิจารณาคดีและพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องของโจทก์และมีคำสั่งให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว แต่ ยังคงมีลูกหนี้อีกหลายรายยังไม่ยินยอมที่จะชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพาษาอีกหลายรายที่ยังคงไม่ได้รับชำระหนี้ ซึ่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ได้กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ชนะคดีตามคำพิพากษาต้องปฏิบัติตามกฎหมายเสียก่อน จึงจะมีอำนาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีออกอายัดทรัพย์ ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ หรือขับไล่แล้วแต่กรณีไป ซึ่งหมายถึง เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับคดีลูกหนี้ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาเองก่อน หรือ ภาระการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น ตกเป็นหน้าที่ของเจ้าหนี้ก่อน ไม่หน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และเนื่องด้วยลูกหนี้ส่วนใหญ่มักจะไม่ยินยอมที่จะบอกเจ้าหนี้ว่าตนเองมีทรัพย์สินอะไรอยู่บ้างและเจ้าหนี้เองก็ต้องแน่ใจว่าทรัพย์ที่สืบพบนั้นเป็นของลูกหนี้จริงๆก่อน
ด้วยเหตุนี้ บริษัทของเราจึงเห็นความสำคัญถึงการให้บริการในส่วนการสืบทรัพย์และบังคับคดีนี้ เพื่อทำการค้นหาทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้ รวมไปถึงทรัพย์สินที่เป็นของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของลูกหนี้ ทั้งที่เป็นรูปแบบสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเราจะเป็นผู้ดำเนินการในทุกขั้นตอนจนกว่าท่านจะได้รับเงินจากลูกหนี้หรือจำเลย เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่าท่านมีโอกาสที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้มากที่สุด อันได้แก่ ขั้นตอนดังต่อไปนี้
- การสืบทรัพย์ของลูกหนี้
- การตั้งเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์
- การขับไล่
- การนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของลูกหนี้
- การขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้













